Home Edutainment “Plovdiv” เมืองโบราณที่สดใหม่แห่งยุโรป!

“Plovdiv” เมืองโบราณที่สดใหม่แห่งยุโรป!

เรื่อง/รูป POGGHI
         

          Plovdiv อ่านว่า “พลอฟ – ดิฟ” เป็นชื่อเฉพาะในภาษาบัลแกเรียน เมืองแห่งนี้ คือ เมืองขนาดใหญ่อันดับสองของประเทศบัลแกเรีย (รองจากเมืองหลวงกรุงโซเฟีย) แต่ Plovdiv ครองอันดับหนึ่งในฐานะเมืองเก่าที่สุดของประเทศ ซึ่งความเก่านั้นยังไม่ใช่เก่าธรรมดา ๆ แต่ปรากฏหลักฐานว่ามีการตั้งรกราก มีผู้คนอยู่อาศัยเมื่อราว 6-7 พันปีก่อน ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า ที่นี่คือเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของทวีปยุโรปเชียวล่ะ

ผมเคยอ่านเรื่องราวของเมือง Plovdiv มาบ้างแบบผิวเผิน เมื่อรู้ว่าเป็นเมืองเก่าระดับแชมป์ยุโรป ก็นึกถึงภาพของเมืองที่ละลานตาไปด้วยโบราณสถานเข้มขลัง ซากปรักหักพังดูยิ่งใหญ่ให้อารมณ์แบบเดินชมวัดในสุโขทัย หรืออยุธยา อะไรแบบนั้น

แต่เมื่อมีโอกาสได้ไปเยือนเข้าจริง ๆ กลับเปลี่ยนจินตนาการแบบเดิมไปจนหมดสิ้น เพราะเมืองเก่าแห่งนี้ยังมีชีวิตชีวา มีความเคลื่อนไหวที่สนุกคึกคัก สดใสเต็มไปด้วยสีสันร่วมสมัย โดยไม่ละทิ้งความโดดเด่นตามแบบฉบับเมืองที่ร่ำรวยประวัติศาสตร์ การเลือกพาดหัวว่า Plovdiv เป็นเมืองโบราณที่สดใหม่ ผมจึงไม่ได้มีแรงบันดาลใจมาจากการตั้งชื่อเพลงของวง Getsunova แต่อย่างใด

จริง ๆ แล้ว การที่ Plovdiv เป็นเมืองใหญ่อันดับสองเพราะมีพื้นที่ของเมืองใหม่ครอบคลุมมากกว่า มองแล้วไม่ต่างจากเมืองที่เจริญทันสมัยในระดับหนึ่ง ผมใช้คำว่าระดับหนึ่ง เพราะประเทศบัลแกเรีย ยังไม่ใช่ประเทศแนวหน้าของยุโรปในด้านเศรษฐกิจ รูปแบบของอาคารบ้านเรือนยังได้รับอิทธิพลและมรดกตกทอดมาจากยุคคอมมิวนิสต์โซเวียต บรรยากาศจึงยังมีรูปลักษณ์แข็ง ๆ ทะมึน ๆ อยู่บ้าง

ส่วนจุดขายสำคัญที่นักท่องเที่ยวล้วนต้องเดินทางไปเยือน คือ เมืองโบราณเก่าแก่นั้น ตั้งอยู่บนเนินเขาซึ่งมีอาณาเขตไม่มากมายนัก แต่ถ้าจะละเลียดบรรยากาศให้เต็มอรรถรสสักหน่อย ก็ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2-3 ชั่วโมงในการเดินเท้าย่างย่ำสำรวจ

ย่านเมืองเก่าของ Plovdiv ยังเป็นถนนที่สร้างด้วยแผ่นหินตะปุ่มตะป่ำบ้างเรียบบ้าง นำเราไปสู่เนินเขาที่มีบ้านเรือนแต้มแต่งสีลูกกวาดสดใส ซึ่งปรากฏชัดว่าได้รับอิทธิพลสถาปัตยกรรมแบบออตโตมาน สลับไปกับโบสถ์คริสต์ออร์โธดอกซ์ วิหารคาทอลิก โบสถ์อาร์เมเนียน แนวกำแพงเมืองเก่า หอคอย ร้านค้า ร้านอาหารที่มีความร่วมสมัยน่านั่ง

ประวัติศาสตร์ของเมืองนี้ นับเป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก เพราะความผสมกลมกล่อมวัฒนธรรมที่เราเห็น ล้วนมาจากประวัติศาสตร์อันเข้มข้น แต่เดิมเมืองมีชื่อว่า Philippopolis ซึ่งเป็นภาษากรีก โดยเมืองถูกพิชิตโดย พระเจ้าฟิลิปที่สอง แห่งอาณาจักรมาเซโดเนีย แล้วด้วยทำเลในด้านภูมิศาสตร์ซึ่งถือว่าเลิศหรูระดับ 5 ดาว กล่าวคือ เมืองรายล้อมด้วยแนวเทือกเขา 7 ลูก และยังอยู่ใกล้กับแม่น้ำสายสำคัญ ทำเลทองแบบนี้เอง Plovdiv จึงถูกชนชาติต่าง ๆ รุกรานทำสงครามช่วงชิงมาหลากหลายต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นกรีก โรมัน เปอร์เซีย กอธส์ ฮันส์ ชาวบัลกาเรียนพื้นเมือง ฯลฯ ก่อนที่จะถูกครองโดยชาวเติร์กในยุคสงครามครูเสด ซึ่งช่วงนี้แหละที่ทำให้บ้านเรือนต่าง ๆ ในเมืองเก่า ได้รับอิทธิพลของสถาปัตยกรรมไปเต็ม ๆ จนนึกว่าเดินเล่นอยู่ในเมืองเก่าตุรกี

จุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งในประวัติศาสตร์ Plovdiv คือ การที่จักรวรรดิรัสเซียทำสงครามกับชาวเติร์ก และคืนอิสรภาพให้กับชาวเมืองได้ในที่สุด เมืองจึงผสมผสานวัฒนธรรมของชนชาติต่าง ๆ กันเต็มไปหมด

หนึ่งในจุดเช็คอินห้ามพลาดเมื่อมา Plovdiv คือ โรมันเธียเตอร์ หรือโรงละครเก่าแบบโรมัน ซึ่งยังคงสภาพสมบูรณ์แบบที่ยังใช้จัดกิจกรรมได้จริง ๆ ในปัจจุบัน อัฒจันทร์ครึ่งวงกลมแห่งนี้จุผู้ชมได้ราว 5 พันคน มีเวทีลานกว้างด้านล่าง โครงสร้างเสาแบบโรมันหลังเวทีก็ยังโดดเด่นเป็นสง่า แต่สิ่งที่ผู้มาเยือนร้องว้าวมากที่สุด คือ ทัศนียภาพในมุมกว้างเมื่อยืนมองจากโซนที่นั่งชั้นบน เพราะนอกจากเห็นโรงละครได้เต็มสายตาแล้ว ยังมองเห็นเมืองใหม่อยู่ด้านล่าง พร้อมทั้งเทือกเขาสูงใหญ่อยู่ไกลลิบ ๆ และถ้าใครเป็นนักดนตรี โดยเฉพาะกลุ่มเล่นดนตรีคลาสสิค ออเคสตร้าอะไรแนวนั้น ไม่ไกลจากโรงละครมีสถาบันสอนดนตรีด้วย เดินผ่านไปแล้วก็ได้ยินเสียงดนตรีคลอไปกับบรรยากาศเมืองเก่าช่างรื่นรมย์ดีเหลือเกิน

อย่างไรก็ดี ผมขอกระซิบเตือนอย่างนึง บริเวณถนนก่อนเข้าไปในโรงละคร มีคุณป้าชาวบัลแกเรียนขายของที่ระลึกอยู่คนนึง ราคาก็แพงใช่เล่น ตอนแรกแกมาจับไม้จับมือพูดจาดีเชียว แต่ถ้าคุณไม่ซื้อเท่านั้นแหละ โอ้โห … สีหน้าเปลี่ยน น้ำเสียงเปลี่ยน ไปเป็นคนละคน แถมยังคล้ายกับบ่นภาษาถิ่น ไล่ให้เราไปไกล ๆ ซะ เสียเวลาชั้นทำมาหากิน (เดาเอาจากกิริยาที่แสดงออก) ไม่น่ารักเอาซะเลย ทำเสียชื่อเมืองหมด … แต่ในภาพรวมชาวบัลแกเรียนก็มีอัธยาศัยที่ดีนะครับ แม้จะดูแข็ง ๆ เย็นชา(นิด ๆ )ตามสไตล์พี่ใหญ่รัสเซียที่ได้รับวัฒนธรรมมาบ้าง แต่ถามไถ่ทักทายอะไรไปก็ให้ความช่วยเหลืออย่างเป็นมิตร โดยเฉพาะถ้าเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ ๆ

สุดท้ายแล้ว ถ้าเดินเมืองเก่าจนอิ่มเอมแล้ว อย่าเพิ่งรีบกลับ เดินลงเนินเขาไปทางทิศตะวันออก ซึ่งเป็นย่านเมืองใหม่ที่ติดกับเมืองเก่า ซึ่งเปลี่ยนบรรยากาศไปคนละเรื่อง เพราะมีร้านค้าของที่ระลึกท้องถิ่นไปจนถึงร้านค้าแบรนด์เนมหรูหรา ร้านอาหาร ไปจนถึงคาสิโน …เอ้อ ก็มารวมตัวกันได้นะ

แต่ทุกอย่างดูเป็นระเบียบกลมกลืนมากครับ คล้ายกับเมืองเก่าก็ไม่มีอะไรแปลกปลอมดูไม่เข้าท่า ส่วนเมืองใหม่ที่ติดกับเมืองเก่า ก็ช่วยเสริมให้การท่องเที่ยวสมบูรณ์ขึ้น ไม่น่าเบื่อ ไม่เนิบช้าเกินไป เป็นการบรรจบระหว่างความเก่าความใหม่ได้อย่างลงตัวที่สุด

ซึ่งด้วยทุกอย่างที่ผมเล่ามา ก็ไม่น่าแแปลกใจเลยที่ Plovdiv จะได้รับการยกให้เป็น “เมืองหลวงวัฒนธรรมแห่งยุโรป ประจำปี 2019” ไปในที่สุด

Comments