Home Knowledge 7 สิ่งต้องหยุด! เมื่อ “หนี้บัตรเครดิต” กำลังลุกลามคุณ

7 สิ่งต้องหยุด! เมื่อ “หนี้บัตรเครดิต” กำลังลุกลามคุณ

  1. หยุด “ใช้บัตร” เปลี่ยนมาใช้เงินสด

เขาว่ากันว่า “เนื้อร้าย” ต้องตัดทิ้ง! บัตรเครดิตก็เช่นกัน

ถ้าตอนนี้..การเงินของคุณเริ่มติดขัด จนต้องเริ่มจ่ายขั้นต่ำในบางงวดแล้ว ต้องหยุดใช้บัตรทันที เพื่อไม่ให้กลายเป็นหนี้ก้อนโตเกินกว่าจะรับมือไหว การใช้จ่ายด้วยเงินสด จะช่วยให้คุณไม่มือเติบจนเกินไป เพราะเวลาที่เราจ่ายด้วยเงินสดนั้น เงินในกระเป๋าจะลดไปทันที มีผลในทางจิตวิทยา ทำให้เราไม่กล้าจับจ่ายมากเกินจำนวนเงินที่เราหามาได้

เมื่อเรามีสติ รู้ตัวตั้งแต่แรก ก็จะจัดการหนี้บัตรเครดิตที่มีอยู่ได้ง่ายมากขึ้น

 

  1. หยุด “จ่ายขั้นต่ำ”

การจ่ายขั้นต่ำจะทำให้เกิด “ดอกเบี้ยรายวัน” ทันที ซึ่งนี่คือจุดเริ่มต้นของความพินาศทางการเงิน อีกทั้งจำนวนเงินขั้นต่ำที่เราจ่ายไปนั้น ก็แทบไม่ได้ไปลดส่วนของ “เงินต้น” เลย แต่ถูกนำไปลดในส่วนของ “ดอกเบี้ย” มากกว่า เรียกได้ว่า ยิ่งจ่ายก็ยิ่งเป็นหนี้!

สิ่งที่ควรทำก็คือ เราต้องพยายามลดภาระค่าใช้จ่าย และกลั้นใจจ่ายหนี้บัตรเครดิตให้มากกว่าขั้นต่ำ จะช่วยให้ปลดหนี้บัตรเครดิตได้เร็วขึ้น

 

  1. หยุด “เอาวงเงินบัตรนู้นมาโปะบัตรนี้”

การหมุนเงินปลดหนี้ ด้วยวิธีกดเงินสดจากบัตรอีกใบมาโปะอีกใบ หรือกู้เงินนอกระบบมาจ่ายหนี้บัตรเครดิต ทำให้ชีวิตใครหลายคนพังมาแล้ว เพราะยอดหนี้จะไม่ได้หายไปไหน เพียงแค่เปลี่ยนเจ้าหนี้เท่านั้น ยิ่งเวลาผ่านไป ยิ่งทบต้นทบดอก วนเวียนรอบตัวคุณเป็นงูกินหาง!

ดังนั้น เงินที่จะสามารถจัดการกับหนี้บัตรเครดิตได้ ต้องไม่ใช่เงินที่ “เป็นหนี้” มาก่อนแล้ว

 

  1. หยุด “หนี” และรีบเจรจาเจ้าหนี้โดยเร็ว

หากมาถึงจุดนี้ นั่นแสดงว่าหนี้ของคุณคงกำลังสุกงอมเป็นก้อนโตแล้ว เจ้าหนี้ก็เริ่มจะไม่ใจดีกับคุณอีกต่อไป แม้ว่าคุณจะยังไม่มี “เงิน” ในตอนนี้ แต่ถ้าคุณมี “สติ” อะไรๆ ก็จะดีขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหนี้บัตรเครดิต หรือปัญหาใดๆในชีวิตก็ตาม “การหนี” ไม่เคยทำให้อะไรดีขึ้น หากเราตั้งสติ หยุดกลัวที่จะโดนตามหนี้ และรีบเจรจากับเจ้าหนี้โดยเร็ว เราอาจเห็นทางออกที่อยู่ไม่ไกลนัก และอาจมีข้อเสนอที่ดีจากเจ้าหนี้ ที่จะทำให้เราพ้นวิกฤตนี้ไปได้ง่ายขึ้น

 

  1. หยุด “ทำสัญญาประนอมหนี้”

อย่ารีบเซ็นสัญญาประนอมหนี้ แต่ควรพิจารณาให้รอบคอบ หากเงื่อนไขในสัญญาประนอมหนี้ที่บริษัทเจ้าของบัตรเครดิตเสนอมานั้น ไม่ได้ช่วยเราปลดหนี้เท่าที่ควร หรือประเมินแล้วว่า ยอดใหม่ก็ยังคงจ่ายไม่ไหวอยู่ดี การทำสัญญาประนอมหนี้ก็จะไม่มีประโยชน์ใดๆ เลย และยังอาจจะเป็นพิษต่อเราอีกด้วย

เนื่องจากยอดหนี้เดิมบวกดอกเบี้ยที่ค้างอยู่นั้น จะกลายเป็นยอดหนี้ใหม่และอัตราดอกเบี้ยใหม่ ในสัญญาประนอมหนี้ ซึ่งสัญญาฉบับใหม่นี้จะมีการแก้ไขอัตราดอกเบี้ยให้ลงลดไม่เกินกว่าที่กฏหมายกำหนดไว้ เพื่อที่เวลาสู้คดีกันที่ชั้นศาล เจ้าหนี้จะได้ชนะคดี โดยสามารถอ้างต่อศาลได้ว่า ในสัญญาคิดดอกเบี้ยไม่เกินกว่าที่กฏหมายกำหนดแล้ว ลูกหนี้ก็จะแพ้คดีไปโดยปริยาย

การสู้ต่อด้วยสัญญาเดิม อาจช่วยให้ลูกหนี้ได้เปรียบมากกว่า! เพราะดอกเบี้ยตามสัญญาใบสมัครบัตรเครดิตนั้น มักจะเกินที่กว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนดอยู่แล้ว

 

  1. หยุด “ความกลัวขี้นศาล”

หากชีวิตการเป็นหนี้บัตรเครดิตของคุณ ได้ลุกลามมาจนถึงชั้นศาล คุณไม่จำเป็นต้องกลัวอีกแล้ว!

การขึ้นโรงขึ้นศาล ดูเหมือนจะเป็นตราบาปในชีวิต แต่ในเรื่องร้าย ยังมีเรื่องดีเสมอ เพราะศาลจะเห็นใจลูกหนี้มากกว่าเจ้าหนี้ เราอาจได้สิทธิประโยชน์ที่ดีจากกระบวนการในชั้นศาล เช่น คำไกล่เกลี่ยให้ยอดผ่อนชำระต่อเดือนน้อยลง เป็นต้น  อีกทั้งคดีหนี้บัตรเครดิตนั้น เป็นคดีแพ่ง ไม่ใช่คดีอาญา ไม่มีกฏหมายบัญญัติในเรื่องของโทษจำคุก

ดังนั้นจึงควรไปตามที่ศาลนัดและเข้าสู่กระบวนการให้ศาลไกล่เกลี่ย ระหว่างรอการตัดสินในชั้นศาล แนะนำให้เร่งเก็บเงินให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเงินก้อนนี้จะช่วยให้คุณสามารถเจรจาปิดบัตรพร้อมกับส่วนลดงามๆ

 

  1. หยุด “ก่อหนี้เพิ่ม” เริ่มต้นเก็บออม

การรู้จักหักห้ามใจไม่สร้างหนี้สินเพิ่ม ก็เหมือนว่าคุณสามารถปลดหนี้ไปได้ครึ่งหนึ่งแล้ว

แต่เพียงเท่านั้นยังไม่พอ! การเก็บเงิน คืออีกหนึ่งภารกิจที่คุณจะต้องพิชิตเพื่อให้การปลดหนี้ของคุณเป็นไปตามเป้าหมาย ก่อนอื่นต้องเข้าใจและปรับเปลี่ยนความคิดเสียก่อนว่า การเป็นหนี้ไม่ได้หมายความว่าจะไม่สามารถเก็บเงินได้

หัวใจสำคัญคือ “เก็บก่อนใช้” เท่านั้น! แม้จะเป็นเงินก้อนเล็กๆ ก็อย่าได้ล้มเลิกความตั้งใจ เมื่อทำด้วยความสม่ำเสมอ ต่อเนื่องในทุกๆ เดือน คุณจะเห็นผลลัพธ์ที่ทำให้คุณอุ่นใจอย่างไม่น่าเชื่อ

 

แหล่งข้อมูล : https://www.moneyguru.co.th/

https://www.sanook.com/money/481889/

http://naradhip-yodsanti.blogspot.com/2015/04/blog-post_20.html

Comments