Home World Explorer “10 สถานที่ห้ามพลาด” ในฤดูใบไม้เปลี่ยนสีของ “โตเกียว”

“10 สถานที่ห้ามพลาด” ในฤดูใบไม้เปลี่ยนสีของ “โตเกียว”

มหานครโตเกียว เมืองหลวงของญี่ปุ่น โดดเด่นในภาพลักษณ์ของเมืองโมเดิร์นสุดทันสมัย เหมาะแก่การไปชอปปิง อัปเดตไลฟ์สไตล์ เทคโนโลยี ชมความอึกทึกวุ่นวายแสงสีที่น่าตื่นตาตื่นใจ ขณะเดียวกันก็ยังมีวัฒนธรรมดั้งเดิมแบบยุคเก่าก่อนซ่อนตัวผสมผสานกันอยู่ในเมืองเดียวกันได้ลงตัว

แต่ภาพลักษณ์ทั้งหมดของมหานครใหญ่แห่งนี้ มักถูกมองข้ามเมื่อถึงเวลาการมาเยือนของฤดูใบไม้ร่วง หรือที่บางคนเรียกว่า ฤดูใบไม้เปลี่ยนสี เพราะเมื่อพูดถึงใบไม้ เราก็นึกถึงธรรมชาติป่าเขา ทำให้โตเกียวมักไม่ใช่จุดหมายที่ใคร ๆ มุ่งมั่นว่าจะไปชมใบไม้เปลี่ยนสี

อย่างไรก็ดี ผมไม่อยากให้เมินโตเกียวไปซะทีเดียว เพราะถ้าใครมีโอกาสไปเที่ยวครั้งแรก มีช่วงเวลาที่ต้องเดินทาง หรือต้องใช้ชีวิตในโตเกียวช่วงใบไม้เปลี่ยนสีพอดี อยากบอกว่า เมืองหลวงแห่งนี้ก็มีสีสันแห่งฤดูกาลใบไม้เปลี่ยนสีที่น่าหลงรักอยู่ไม่น้อยเลยล่ะ

ขอคัดสรรมาให้ 10 สถานที่ ที่คุณจะสัมผัสสีสันแห่งฤดูใบไม้ร่วงในโตเกียว
** ถ้าหากสภาพอากาศไม่ผิดเพี้ยน โดยปกติแล้วใบไม้เปลี่ยนสีในโตเกียว จะสวยงามที่สุดช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนพฤศจิกายน จนถึงต้นเดือนธันวาคม **

Koishikawa Korakuen

โคอิชิคาวะ โคระคูเอน – สวนสวยที่เป็นหนึ่งในสวนสาธารณะเก่าแก่ที่สุดของโตเกียว สันนิษฐานว่าสร้างไว้ตั้งแต่สมัยยุคเอโดะ ราวศตวรรษที่ 16-18 เป็นสวนของตระกูลโทคุกาวะ ซึ่งตั้งชื่อตามบทกวีโบราณ

สวนมีความสวยงามตามแบบการจัดสวนญี่ปุ่น ร่มรื่นด้วยไม้ยืนต้น ลำธารเล็ก ๆ ไปจนถึงบางเส้นทางเดินที่มีความรกครึ้ม ราวกับไม่ได้อยู่ในเมืองใหญ่

เปิด 9.00-17.00 น. ค่าเข้า 300 เยน (สวนปิดวันที่ 29 ธันวาคม – 1 มกราคม)

การเดินทาง: รถไฟ JR สถานี Iidabashi หรือ Suidobashi , รถไฟใต้ดิน สถานี Korakuen

Rikugien

ริคุงิเอน – สวนสไตล์ญี่ปุ้นนนญี่ปุ่น ที่หากแข่งขันกัน ก็ต้องเป็นคู่แข่งกับ โคอิชิคาวะ โคระคูเอน อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะความเก่าแก่ที่สร้างมาตั้งแต่ราว ค.ศ. 1700 เรื่องราวก็คล้ายกันเพราะสร้างสวนขึ้นมาจากแรงบันดาลใจในบทกวี ถ่ายทอดธรรมชาติออกมาได้งามงดแม้แต่อยู่ในเมืองใหญ่

มีเส้นทางสำรวจที่ร่มรื่นราวกับเดินป่าในบางช่วง ใบไม้ที่เปลี่ยนสีสันสวยงามเมื่อมองจากเนินเขาเล็ก ๆ อันเป็นจุดชมทิวทัศน์ ภายในสวนมีโรงน้ำชา Fukiage Chaya ที่เพิ่มอรรถสการจิบชาชมสวนได้อย่างรื่นรมย์

เปิด 9.00-17.00 น. ค่าเข้า 300 เยน (สวนปิดวันที่ 29 ธันวาคม – 1 มกราคม)

ความพิเศษสำหรับช่วงฤดูใบไม้ร่วง มีการจัดแสงสีให้ชมยามค่ำคืนด้วย (จนถึง 21.00 น.)

การเดินทาง: รถไฟ JR สถานี Komagome หรือ รถใต้ดิน สถานี Namboku

Icho Namiki (Ginkgo Avenue)

อิโช นามิกิ – ความหมายของถนนสายนี้ คือ แถวของต้นแป๊ะก๊วย หรือต้นกิงโกะ ซึ่งก็ตรงกับความหมายเป๊ะ ๆ เลย เพราะเป็นถนนที่ทางเท้าสองฝั่งนั้นเรียงรายไปด้วยต้นกิงโกะสูงตระหง่าน ยืนต้นเป็นระเบียบ ความยาวของถนนประมาณ 400 เมตร มีร้านอาหาร สวนสาธารณะใกล้ ๆ แต่ไฮไลท์เด่นสุดก็คือ ต้นกิงโกะบนสองฟากฝั่งนั่นล่ะ
ในฤดูร้อน ก็เขียวขจีสวยไปอีกแบบ แต่ถ้าเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง ทิวแถวของถนนจะแปรเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอร่ามน่าตื่นตามาก

 

ถนนเปิดตลอดทั้งวันทั้งคืน แต่แนะนำให้ไปช่วงกลางวันที่มีแดดจัด ๆ สวยที่สุด

การเดินทาง: รถไฟใต้ดิน สถานี Aoyama-Itchome

Showa Memorial Park

โชวะ เมโมเรียล พาร์ค – สวนที่ออกมานอกเมืองสักหน่อย (ย่าน Tachikawa) ต้องนั่งรถไฟมา 30 นาที จากใจกลางเมือง ที่นี่เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ ที่สร้างจากพื้นที่ทหารเดิมเพื่อเฉลิมฉลองสมัยจักวรรดิโชวะ ครบรอบ 50 ปี (ในปี ค.ศ.1983)

ด้วยความเป็นสวนสาธารณะที่มีพื้นที่กว้างขวาง ประโยชน์ใช้งานจึงต่างจากสวนสไตล์ญี่ปุ่นที่เน้นเดินละเลียดชมความงาม แต่สวนโชวะ เป็นสวนสาธารณะเต็มรูปแบบกว่า มีทั้งร้านอาหาร สนามเด็กเล่น เส้นทางปั่นจักรยาน บึงน้ำขนาดใหญ่ที่ควงกันไปถีบเรือเป็ด และแน่นอนว่าเป็นจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีสันที่สวยงามไม่น้อยเช่นกัน

เปิด 9:30 – 16:30 น., ปิดวันสิ้นปี-วันปีใหม่ และวันจันทร์ที่ 4 ของเดือน กุมภาพันธ์
ค่าเข้า 450 เยน
การเดินทาง: นั่งจากชินจูกุ ไปสถานีรถไฟ Nishi-Tachikawa

Yoyogi Koen
โยโยงิ โคเอน – หรือสวนสาธารณะโยโยงิ เป็นอีกหนึ่งสวนใจกลางเมืองหลวง ที่เอาไว้หลบหนีความวุ่นวาย พื้นที่กว้างใหญ่ของสวนนี้ เคยเป็นพื้นที่ทหารมาก่อน จากนั้นการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิก 1964 ก็ใช้เป็นที่รองรับสำหรับหมู่บ้านนักกีฬา ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นสวนใหญ่ที่สุดประจำเมืองหลวงในปี ค.ศ. 1967
สวนแห่งนี้ อาจไม่ได้โดดเด่นในแง่มีใบไม้เปลี่ยนสีให้ชมมากนัก เพราะไม่ค่อยมีต้นเมเปิล หรือกิงโกะ แต่อย่างน้อยก็ได้บรรยากาศสวย ๆ ร่มรื่น หนาว ๆ โรแมนติกไปอีกแบบ

เปิดตลอดเวลา เข้าฟรี
การเดินทาง: สถานีรถไฟ Harajuku

Ueno Park

อูเอโนะ พาร์ค – นับเป็นสวนสาธารณะขวัญใจคนไทยเลยก็ว่าได้ เพราะรอบ ๆ สวนเป็นย่านชอปปิงราคาย่อมเยา และมีที่พักให้เลือกมากมาย สวนแห่งนี้จึงกลายเป็นสถานที่แวะชมสีสันในฤดูใบไม้ร่วงที่ได้รับความนิยม

สวนแห่งนี้มีเรื่องราวน่าสนใจทางประวัติศาสตร์ของการเป็นพื้นที่วัดคาเนะอิจิ วัดสำคัญประจำตระกูลโทคุกะวะ ในสมัยเอโดะ

ในยุคสงครามกลางเมือง สมัยปฏิวัติเมจิ วัดได้รับความเสียหาย จากนั้นจึงเปลี่ยนมาเป็นสวนสาธารณะแรกของญี่ปุ่น ที่ออกแบบความเป็นตะวันตกผสมผสานลงไป เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1873

ปัจจุบันสิ่งที่ทำให้สวนอูเอโนะมีเสน่ห์ไม่ควรพลาด ก็เพราะความครบครัน เพราะเป็นสวนที่มีทั้งวัด ศาลเจ้า , สนามเด็กเล่น , ลานกิจกรรม , สนามเบสบอล , สวนสัตว์ , พิพิธภัณฑ์ดัง ๆ อาทิ  Tokyo National Museum (หลายครั้งที่มีงานนิทรรศการระดับโลกมาจัดแสดง), Tokyo Metropolitan Art Museum, National Museum of Nature and Science, ร้านอาหาร, การแสดงของสตรีทอาร์ติส ฯลฯ เป็นสวนที่ไม่เคยเงียบเหงาเลยก็ว่าได้

สวนเปิดไม่มีวันหยุด เปิดตลอดวัน และเข้าฟรี แต่สถานที่อื่นๆภายในสวน เปิดปิดตามเวลาทำการทั่วไป

การเดินทาง: รถไฟ JR สถานี Ueno

Meiji Shrine

ศาลเจ้าเมจิ – เป็นศาลเจ้าที่มีชื่อเสียงและสำคัญมากในโตเกียว สร้างเพื่อเป็นเกียรติและรำลึกถึงองค์จักรพรรดิเมจิ ผู้ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์การพัฒนาประเทศญี่ปุ่นยุคใหม่ ศาลเจ้าสร้างเสร็จในปี 1920 หลังสมเด็จพระจักรพรรดิสิ้นพระชนม์ไป 8 ปี

แม้ว่าศาลเจ้าเมจิ ไม่ได้มีใบไม้เปลี่ยนสีอลังการละลานตา เพราะส่วนมากต้นไม้เขียวครึ้มตลอดปี แต่ด้วยความร่มรื่นมีแมกไม้นานาพันธุ์ จนได้รับการขนานนามว่าเป็นป่าใหญ่ใจกลางเมือง จึงพอจะมีต้นไม้เปลี่ยนสีสันให้ชมอยู่บ้างเป็นจุด ๆ

การมาเยือนศาลเจ้าเมจิในฤดูใบไม้ร่วง แม้ว่าสีสันไม่ฉูดฉาด แต่ด้วยอากาศที่เย็นสบายกำลังดี ไม่หนาวโหดจนเกินไป ก็นับว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีไม่ควรพลาด

ศาลเจ้าเปิดทุกวัน นับเวลาจากพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก (ดังนั้นในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ศาลเจ้าจะปิดเร็วกว่าปกติ) ไม่มีค่าเข้าชม
แต่กรณีจะเข้าชม Inner Garden สวนโบราณ มีค่าเข้าชม 500 เยน
การเดินทาง: รถไฟ JR สถานี Harajuku หรือรถไฟใต้ดิน สถานี Meiji-jingu-mae

Tokyo University
มหาวิทยาลัยโตเกียว – เป็นหนึ่งเดียวของสถานศึกษาที่เมื่อถึงฤดูใบไม้ร่วงทีไร ก็คึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยวเสมอ เหตุผลนั้นเดาไม่ยาก เพราะสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยดังของเอเชียแห่งนี้ มีตราสัญลักษณ์เป็นใบกิงโกะ ในมหาวิทยาลัยจึงเต็มไปด้วยต้นกิงโกะจำนวนมาก ที่พร้อมจะเปลี่ยนสีสันเหลืองสดใสเมื่อถึงฤดูกาลปลายปี

เปิดทุกวัน ไม่มีค่าเข้าชม
การเดินทาง: สถานีรถไฟใต้ดิน Todai-Mae หรือ Hongo-Sanchome

Atago Shrine

ศาลเจ้าอาทาโกะ – ถ้าจัดอันดับความนิยมของศาลเจ้า ศาลเจ้าแห่งนี้ควรอยู่ในประเภทนอกกระแส เพราะเป็นศาลเจ้าที่มีขนาดเล็ก และยังปลีกตัวออกมาจากแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ทั้ง ๆ ที่อยู่ในกลางเมืองโตเกียวแท้ ๆ

แต่ความเล็กและนอกกระแสนั้นก็มีดีในตัว เพราะเป็นศาลเจ้าเก่าแก่ที่อยู่บนเนินเขาใจกลางเมืองที่สูงสุดแห่งหนึ่งในยุคเอโดะ จึงเป็นจุดที่ใช้สังเกตการณ์อัคคีภัย (คล้าย ๆ ภูเขาทองบ้านเราเลย)

ศาลเจ้าอาทาโกะ มีจุดเด่นอีกอย่าง คือ บันไดหินสูงสวยงาม และมีใบไม้เปลี่ยนสีพอให้เห็นแบบกรุบกริบ ๆ ท่ามกลางความเงียบสงบไม่พลุกพล่านจากนักท่องเที่ยว

เปิดทุกวัน ตั้งแต่เช้าจรดเย็น ไม่มีค่าเข้า
การเดินทาง: รถไฟใต้ดินสถานี Onarimon หรือ Kamiyacho

Zojoji Temple & Tokyo Tower
วัดโซโจจิ และ โตเกียวทาวเวอร์ – วัดพุทธศาสนาใจกลางโตเกียวแห่งนี้ เป็นวัดเก่าแก่ สร้างมาตั้งแต่ยุค 1393 เป็นสถานที่ฝังศพของตระกูลโทกุคะวะ มีความงดงามทางสถาปัตยกรรมแบบญี่ปุ่น และต้นไม้รอบ ๆ วัด ก็พอจะมีสีสันแดงสดเข้ากับสีวัดดีเหลือเกิน เป็นจุดชมความสวยงามของวัดกับใบไม้เปลี่ยนสีได้ดี

จากวัดเดินไปอีกไม่กี่อึดใจก็ถึงโตเกียวทาวเวอร์ ซึ่งระหว่างทางจะเจอสวนเล็ก ๆ ชื่อ “โมมิจิ” ที่มีสีสันของใบไม้สดใสอยู่ข้าง ๆ โตเกียวทาวเวอร์ เมื่อถึงหอคอยสัญลักษณ์คู่กรุงโตเกียวแล้ว ขึ้นไปข้างบนเพื่อชมสีสันของใบไม้เปลี่ยนสีในมุมสูง มองลงไปที่วัด จะได้ภาพสวย ๆ ไปอีกแบบ

วัดเปิดทุกวัน 9.00-17.00 น. ไม่มีค่าเข้าชม (ยกเว้นจะเข้าชมสุสานตระกูลโทกุคะวะ หรือพิพิธภัณฑ์ด้านใน มีค่าเข้า 1,000 เยน)
โตเกียว ทาวเวอร์ เปิดทุกวัน 9.00-23.00 น. ค่าขึ้นหอคอย 1,200 เยน

การเดินทาง: รถไฟ JR สถานี Hamamatsucho หรือ Daimon และรถไฟใต้ดิน สถานี Onarimon , Kamiyacho หรือ Akabanebashi

Comments