Home Way of Life โค้งสุดท้าย! ก่อนหมดปี 62 เช็คให้ดี ใช้อะไร “ลดหย่อนภาษี” ได้บ้าง!

โค้งสุดท้าย! ก่อนหมดปี 62 เช็คให้ดี ใช้อะไร “ลดหย่อนภาษี” ได้บ้าง!

เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนหมดปี พ.ศ. 2562 แบบนี้ สิ่งที่หลาย ๆ คนเริ่มคิดกันแล้วคือ จะลดหย่อนภาษีกันอย่างไร ในขณะที่หลาย ๆ คนยังไม่ได้คำนวณเลยว่า ปีนี้ต้องเสียภาษีกันเท่าไหร่ และเอาอะไรไปลดหย่อนได้บ้าง

***(ภาพตารางอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปี พ.ศ. 2562)***

อันดับแรกคือคนโสดผู้ที่มีเงินได้จากการจ้างแรงงานถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด หรือคือ 120,000 บาท จะต้องทำการยื่นแบบแสดงรายได้ต่อสรรพากร หากมีเงินได้จากการจ้างงานอื่น ๆ หรือจากแหล่งอื่นที่ไม่ใช่เงินได้จากการจ้างแรงงานด้วย ถ้าเกิน 60,000 บาทขึ้นไปก็ต้องยื่นเช่นกัน

ในกรณีของคนที่สมรสกันแล้วจะต้องยื่นเมื่อเงินได้เกิน 220,000 และหากมีเงินได้จากประเภทอื่นด้วยก็ต้องยื่นเมื่อเกิน 120,000 บาทเช่นกัน

ใครไม่ต้องเสียภาษี?

อันดับแรกคือผู้ที่มีเงินได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาทในปีนี้ เฉลี่ยเป็นรายได้ต่อเดือนประมาณ 12,500 บาท แต่! รายได้สุทธิในที่นี้คือ เงินที่เอามาคำนวณภาษีหลังจากที่ “หักค่าลดหย่อน” ต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว นั่นแปลว่าหากคุณมีเงินได้เกินจำนวนดังกล่าว แต่เมื่อหักค่าลดหย่อนต่าง ๆ แล้วเงินได้สุทธิต่ำกว่า 150,000 บาท คุณก็ได้ยกเว้นภาษีเช่นเดียวกัน โดยหลัก ๆ แล้วทุกคนจะสามารถหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนส่วนตัวได้รวมกันคนละ 160,000 บาทอยู่แล้ว นั่นหมายความว่าหากคุณมีเงินได้ในปีนี้ไม่เกิน 310,000 บาท (เอา 150,000+160,000) คุณก็ได้รับการยกเว้นภาษีเช่นกัน (เฉลี่ยเป็นเงินได้ราว 25,833.33 บาทต่อเดือน)

ผู้มีเงินได้เป็นผู้พิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการตามกฎหมาย หรือผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 65 ปี จะได้รับการยกเว้นเงินได้ในส่วนที่ไม่เกิน 190,000 บาทในปีนั้น ๆ และผู้มีเครดิตภาษีเงินปันผลสำหรับคนที่ลงทุนในหุ้น สามารถใช้ยกเว้นภาษีได้ตามสัดส่วนที่ได้รับจากเงินปันผล

ทีนี้หากเกินล่ะจะทำอย่างไร? นี่คือลิสต์การลดหย่อนประจำปีนี้ที่คุณควรรู้

1. ค่าลดหย่อนส่วนบุคคล: ได้คนละ 60,000 บาททันทีที่ยื่นแบบแสดงรายได้

2. ค่าลดหย่อนจากคู่สมรสที่ไม่มีรายได้: ได้ 60,000 บาท สำคัญที่คู่เราต้องจดทะเบียนสมรสกันเท่านั้น และอีกฝ่ายต้องไม่มีเงินได้ หรือมีแต่นำมาคำนวณภาษีพร้อมกัน (ไม่ได้ต่างคนต่างยื่น) ในกรณีนี้ต้องขอแสดงความเสียใจกับคนโสดด้วย คุณอดมีส่วนใน 60,000 นี้

3. ค่าลดหย่อนบุตร: ได้ 30,000 บาทต่อบุตร 1 คนไม่จำกัดจำนวน แต่!หากเป็นบุตรบุญธรรมจะได้ไม่เกิน 3 คน และถ้ามีลูกแท้ ๆ อยู่แล้วเกิน 3 คนขึ้นไปจะนำส่วนของบุตรบุญธรรมมาหักเพิ่มไม่ได้อีก

4. ค่าฝากครรภ์และคลอดบุตร: ลดหย่อนได้ไม่เกินปีละ 60,000 บาท ซึ่งหากภรรยาไม่มีเงินได้ สามีสามารถนำค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงตรงนี้ไปใช้สิทธิ์ลดหย่อนแทนได้

5. ค่าลดหย่อนบุตรคนที่ 2 เป็นต้นไป: ได้ 30,000 บาทต่อคน

6. ค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา: ได้คนละ 30,000 บาท สูงสุด 4 คน (รวมพ่อแม่ของคู่สมรส) ดอกจันตัวโต ๆ ว่าหากพี่น้องเราใช้สิทธิ์ข้อนี้ไปแล้ว คนอื่นใช้ไม่ได้นะ

7. ค่าอุปการะคนพิการหรือคนทุพพลภาพ: 60,000 บาทต่อคน สามารถใช้ควบกับข้อ 6 ได้หากคนนั้นเป็นพ่อหรือแม่ของเรา

8. ประกันสังคม: ตามจริง สูงสุดไม่เกิน 9,000 บาทต่อปี ข้อนี้ใครไม่ส่งก็ไม่ได้

9. ประกันชีวิตหรือเงินฝากเพื่อสงเคราะห์ชีวิต: ได้ไม่เกิน 100,000 บาทและต้องเป็นเบี้ยที่จ่ายในปีนั้น ๆ

10. เบี้ยประกันสุขภาพ: ได้ไม่เกิน 15,000 บาท แต่เมื่อรวมกับข้อ 9 แล้วจะต้องไม่เกิน 100,000 บาท

11. เบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดา: ได้ไม่เกิน 15,000 บาท

12. กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF): ได้ไม่เกิน 15% ของเงินได้แต่ต้องไม่เกิน 500,000 บาท ต้องซื้อและถือครองเอาไว้อย่างน้อย 7 ปี พ.ศ. (เกินปีใหม่มา 1 วันก็นับเป็นอีกปีแล้ว)

13. ประกันชีวิตแบบบำนาญ: ได้ไม่เกิน 15% ของเงินได้และต้องไม่เกิน 200,000 บาท ซึ่งเมื่อรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน และ RMF จะต้องไม่เกิน 500,000 บาท

14. กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF): ได้ไม่เกิน 15% ของเงินได้แต่ต้องไม่เกิน 500,000 บาท และต้องลงทุนต่อเนื่องถึงอายุ 55 ปี

15. กองทุนสำรองเพื่อการเลี้ยงชีพ: ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10,000 บาท ส่วนที่เกิน 10,000 บาทแต่ไม่เกิน 15% ของรายได้และไม่เกิน 490,000 บาทจะได้รับการยกเว้น ไม่ต้องเอาไปคำนวณภาษี

16. กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ: ลดหย่อนได้ตามจริงแต่ไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี

17. กองทุนครูโรงเรียนเอกชน: ลดหย่อนได้ตามจริงแต่ไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี

18. กองทุนการออมแห่งชาติ: ตามจำนวณที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 13,200 บาท

19. ดอกเบี้ยบ้าน: ได้ตามจริงไม่เกิน 100,000 บาท

20. โครงการบ้านหลังแรก ปี พ.ศ. 2558: หากบ้านหรือคอนโดหลังแรกของคุณราคาไม่เกิน 3,000,000 บาท ดีใจได้ด้วย คุณสามารถนำ 20% ของค่าบ้านมาลดหย่อนภาษีได้ 5 ปี (ได้ปีละ 4%)

21. ซื้อบ้านหลังแรกในปี พ.ศ. 2562: สามารถนำมาลดหย่อนได้ไม่เกิน 200,000 บาท แต่บ้านที่ซื้อต้องราคาไม่เกิน 5,000,000 บาท

22. เงินบริจาค: เอามาลดหย่อนได้สองเท่ากับเงินบริจาคให้โรงเรียน สถานพยาบาลของรัฐ เงินสนับสนุนการกีฬา และเงินบริจาคเพื่อสาธารณประโยชน์ต่าง ๆ ส่วนเงินบริจาคอื่น ๆ ได้ตามจริงแต่รวมกันต้องไม่เกิน 10% ของเงินได้พึ่งประเมินหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่น ๆ แล้ว เว้นแต่เงินบริจาคให้พรรคการเมืองเท่านั้นที่เอามาลดหย่อนได้ไม่เกิน 10,000 บาท

23 นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ: เช่น ช้อปช่วยชาติ ซื้อสินค้าการศึกษาและกีฬา ซื้อหนังสือ ซื้อสินค้าโอทอป ที่ได้หมวดละไม่เกิน 15,000 บาท ท่องเที่ยวไทยในเมืองหลัก 15,000 บาท เมืองรอง 20,000 บาท (สองอันรวมกันไม่เกิน 20,000 บาท)

24. ค่าซ่อมบ้านหรือรถจากพายุปาบึก: บ้านตามจริงไม่เกิน 100,000 บาท รถตามจริงไม่เกิน 30,000 บาท

25. ค่าซ่อมบ้านหรือรถจากน้ำท่วม 32 จังหวัด: บ้านตามจริงไม่เกิน 100,000 บาท รถตามจริงไม่เกิน 30,000 บาท

จะเห็นได้ว่าบางข้อนั้นเราก็ไม่สามารถนำมาลดหย่อนได้ เช่น หมวดค่าฝากครรภ์และทำคลอดก็คงไม่ได้เอามาใช้สำหรับคนโสด หรือหากพ่อแม่เรายังฟิตและอายุไม่เกินเกณฑ์ก็ไม่สามารถนำมาลดหย่อนได้เช่นกัน การคำนวณรายได้และลดหย่อนจึงต้องพิจารณาจากเงินได้ และสภาพแวดล้อมของเราเป็นสำคัญ เช่น หากคุณไม่ต้องเสียภาษี หรืออยู่ในเกณฑ์ที่ได้รับการยกเว้นแล้ว การพยายามช้อปช่วยชาติหรือการพยายามออกไปเที่ยวเมืองรองอีกก็ดูจะไม่ได้เอามาหวังผลด้านภาษีเท่าไหร่นัก

แต่ถ้าเวลาจวนตัวแล้วการจะไปหาซื้อบ้านเพื่อมาลดหย่อนภาษีก่อนหมดปีก็ดูจะใช่เรื่อง คุณอาจจะลองมองหา LTF หรือประกันที่ซื้อง่าย ๆ เพื่อให้ทันในเวลาที่จำกัดมาลดหย่อนภาษีก็ได้ และจะยิ่งดีมาก ๆ หากหลังหักค่าลดหย่อนแล้วเงินได้สุทธิของคุณตกขั้นบันไดภาษีลงมาหนึ่งขั้น เช่น หากมีเงินได้สุทธิ 520,000 บาท คุณจะเสียภาษีฐานสูงสุดที่ 15% หากคุณหาอะไรมาลดหย่อนได้อีก 20,000 บาทให้เงินได้สุทธิคุณอยู่ที่ไม่เกิน 500,000 บาท ฐานภาษีสูงสุดของคุณก็จะอยู่ที่ 10% แทน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องดูสภาพคล่องเงินของตัวเองด้วยเช่นกัน

อย่าลืมคำนวณให้ดี ๆ และอย่ารอจนจะหมดปีแล้วค่อยคิดล่ะ เพราะถ้าหมดปีนี้ไปแล้วเดี๋ยวจะไม่ทันการณ์เอา!

Comments