Home The Artist “แก้ม – วิชญาณี” สาวใต้ขี้อาย ผู้กลายมาเป็น “Diva แห่งทศวรรษ”

“แก้ม – วิชญาณี” สาวใต้ขี้อาย ผู้กลายมาเป็น “Diva แห่งทศวรรษ”

“แก้มเป็นคนไม่มั่นใจในตัวเองเลยค่ะ”

ถ้ามีใครสักคนเดินเข้าไปถาม “แก้ม – วิชญาณี เปียกลิ่น” ว่าเธอคิดว่าตัวเธอเป็นคนแบบไหน คำตอบที่ออกจากปากเธอแทบจะอัตโนมัติทุกครั้งก็มักจะเป็นคำตอบนี้ ซึ่งคงทำให้ใครต่อใครหันขวับไปถามซ้ำด้วยความสงสัยทันที แต่เด็กสาวจากจังหวัดภูเก็ต ที่ได้รับฉายา “บียอนเซ่เมืองไทย” คนนี้ ก็คงจะตอบตรง ๆ ว่า ถ้าเป็นเรื่องอื่น ๆ เธอคงไม่มีความมั่นใจ แต่เมื่อไรที่ได้จับ Microphone ขึ้นร้องเพลง ทุกเวทีก็คือพื้นที่ของเธอ ไม่มีความสงสัยใด ๆ ต่อความมั่นใจอีกต่อไป

ทว่าเมื่อลงจากเวทีแล้ว เธอก็เป็นแค่ผู้หญิงธรรมดา ๆ ทั่ว ๆ ไป มีความไม่มั่นใจ มีความผิดพลาด มีความกดดัน และนี่คือสิ่งที่เธอได้เรียนรู้ และนิยามเส้นทาง 10 ปีในวงการเพลงของเธอว่า มันเหมือนกับเพลง “Live & Learn” ของ พี่บอย โกสิยพงษ์ แล้วเช่นนั้นพัฒนาการจากวันแรกของเด็กสาวชาวใต้ผู้นี้ จากวันที่ไม่รู้ประสีประสา จนมาได้เรียนรู้ และเป็น “แก้ม วิชญาณี” ในวันนี้จะเป็นอย่างไร ? บางทีสิ่งที่เราได้รวบรวมมาเล่าสู่คุณผู้อ่านในวันนี้ อาจจะมีคำตอบที่ทำให้เราได้รู้จักเธอ และเป็นแรงบันดาลใจให้ตัวเราเองมากยิ่งขึ้นก็เป็นได้

 

“ต้องสู้” คือ “จุดเริ่มต้น”

แม้จะบอกว่าตัวเองนั้นไม่มีความมั่นใจใด ๆ แต่แก้มก็เริ่มร้องเพลงได้ตั้งแต่อายุ 3 ขวบ ในงานเลี้ยงของโรงพยาบาลภูเก็ต ที่คุณแม่ทำงานเป็นนางพยาบาลอยู่ ด้วยการจับ Microphone ร้องคาราโอเกะเพลง “ต้องสู้” ของ เจินเจิน บุญสูงเนิน หลังจากนั้นแก้มก็ชอบร้องเพลงจากรายการโทรทัศน์ที่ตัวเองดู จนสามารถร้องเพลงต่าง ๆ ได้ แม้ยังอ่านเนื้อเพลงไม่ออกเสียด้วยซ้ำ

นั่นทำให้เกิดงานอดิเรกใหม่ของคุณแม่ญาดาและเด็กหญิงวิชญาณี ด้วยการร้องเพลงประกวดตามงานต่าง ๆ แต่งานอดิเรกนั้น ก็ส่อแววความเป็นมืออาชีพในอนาคต เมื่อแก้มชนะการประกวดร้องเพลงครั้งแรก ตั้งแต่เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาลบ้านสามกอง จังหวัดภูเก็ต โดยใช้เพลง “สั่งนาง” ของ มนต์สิทธิ์ คำสร้อย

สุดท้ายเมื่อเธอเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ก็ได้รับเลือกให้เป็นนักร้องวงดนตรีสามกองซุปเปอร์แดนซ์ โดยมีอาจารย์ไพรัตน์ คำเลี้ยง ฝึกฝนให้ร้องเพลงลูกทุ่งที่ยากกว่าเพลงลูกทุ่งทั่วไป เช่น เพลง “หม้ายขันหมาก” ของพุ่มพวง ดวงจันทร์ ซึ่งเป็นเพลงที่แก้มใช้เดินสายประกวดในวัยเด็ก ฟาดรางวัลมาแล้วหลายเวที

 

นักร้อง “สมัครเล่น” ผู้มีความฝันหลากหลาย

ในวัยเด็กนั้น การร้องเพลงในความคิดของเธอดูเหมือนจะเป็นการร้องเพื่อความสนุกใจ ทำในสิ่งที่ตนเองรัก มากกว่า อาชีพในฝันของเธอจึงมีความหลากหลาย โดยไม่ไม่คิดถึงการเป็นนักร้องเลย !

เริ่มจากตอนเรียนมัธยมซึ่งเธอเรียนอยู่ในสายวิทย์ – คณิต พร้อมกับการมีคุณแม่เป็นพยาบาล ทำให้อยากเป็นหมอ  แต่ก็ถูกคุณแม่ญาดาสั่งหยุด และบอกว่ามันเหนื่อยไม่ให้เป็น ! ให้เป็นเภสัชกรดีกว่า แต่พอคุณวิชญาณีเรียนไปสักพัก ก็รู้สึกว่าคงไม่ใช่ตัวเธอ เพราะ “…แค่สูตรวิทย์กับคณิตเรายังจำไม่ได้เลย จะไปจำชื่อยาได้ยังไง…”

จนต่อมาเธอก็ค้นพบว่าตัวเองชอบวิชาสังคม โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับต่างประเทศ เลยคิดว่าเธอต้องเป็นนักการทูตได้แน่นอน แต่คราวนี้ได้รับแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนอาชีพจากคุณพ่อซึ่งเป็นทนายความ (ฮ่า) เลยคิดว่าการเป็นอัยการก็ดีนะ เพราะ “…เราจะได้ชนะพ่อ (หัวเราะ)…” เลยบอกพ่อไปว่าจะเป็นอัยการ เรื่องกฎหมายน่าจะจำไม่ยาก

และเธอเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า อาชีพสุดท้ายที่คิดว่าน่าจะได้ทำ ถ้าไม่เป็นนักร้อง คือ “ครูสอนร้องเพลง” ซึ่งความคิดนี้เกิดขึ้นตอนที่เธอได้ชมภาพยนตร์เรื่อง Season Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย” ทำให้เธอรู้ว่า ในมหาวิทยาลัยมีคณะที่เปิดสอนเรื่องดนตรีและการร้องเพลงด้วย จึงคิดว่า “…ทำไมเราไม่เป็นสิ่งที่ตัวเองเป็นได้ดีล่ะ…”  ก็เลยคิดว่าตัวเองน่าจะเป็นครูสอนร้องเพลงได้ ถึงขนาดนั้นแล้วก็ยังไม่เคยคิดเลยว่าเธอเองจะเป็นนักร้องได้กับเขา

 

มาเป็น “เดอะสตาร์” เพราะ “คุณญาดา (ยืนหนึ่ง)”

แต่ชีวิตเด็กมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสตรีภูเก็ต ของเธอในวัย 18 ปี ก็เปลี่ยนไปตลอดกาล และความฝันที่จะเป็นอาชีพต่าง ๆ ได้ล้มครืนไปโดยไม่ตั้งใจ เมื่อคุณแม่ญาดาสุภาพสตรีที่เธอมักจะกล่าวถึงโดยมีคำคุณศัพท์ตามว่า “คุณญาดายืนหนึ่ง” ยกให้เป็นผู้หญิงที่เข้มแข็ง เด็ดขาดและเป็น Idol ของคนที่อยากจะเป็นมากที่สุด จนเธอยกให้เป็นผู้ตัดสินใจแทบทุกเรื่องในวัยนั้น ถึงขนาดที่เธอจะกินอะไรก็ยังให้แม่เลือก  ได้ยุยงส่งให้เธอไปลองสมัครประกวด The Star ค้นฟ้าคว้าดาว ปี 4” ซึ่งลำพังตัวเธอเองตอนนั้น คิดแค่ว่าอยากเจอพี่โจ้ (สุธีศักดิ์ ภักดีเทวา) พี่ม้า (อรนภา กฤษฎี) พี่เพชร (เพชร มาร์) กรรมการการแข่งขัน เท่านั้น โดยเธอได้เคยกล่าวไว้ว่า “…เค้ามาถึงภูเก็ตเลยนะ เราไม่ไปไม่ได้ ไม่ได้คิดไกลเลยค่ะ…”

แต่ก็ปรากฏว่ามันไปไกลกว่าที่เธอคิด เข้ารอบลึกขึ้นเรื่อย ๆ มารู้ตัวอีกทีเธอก็เป็น The Star หญิงคนแรกของเมืองไทยไปแล้ว โดยที่ไม่คิดด้วยซ้ำว่าชีวิตต่อไปจะเป็นอย่างไร หรือจะได้เป็นนักร้องมืออาชีพหรือไม่ โดยเธอได้เคยเล่าความรู้สึกตอนที่ประกาศผลชนะเลิศว่า

“…เฮ้ย ! ทำไงดีอ่ะ ฉันอ้วนออกทีวีเลยนะ คือตอนนั้นความคิดเราเด็กจริง ๆ อ้าว ! เราได้แล้วเหรอ (หัวเราะ) ฉะนั้นภาพต่อไปว่าจะยังไงต่อนี่ไม่มีเลย…”

 

ปรับ Look – ยกเครื่อง สู่วิชญาณีสุดเฉี่ยวในวันนี้

การหันมาดูแลตัวเองของเธอนั้น ยังส่งผลพลอยได้ไปสู่การปรับความคิดและดูแลตัวเองอย่างจริงจัง จากความคิดที่ว่า “…แล้วเวลาไปร้องเพลง คนเค้าไม่ดูหน้าตาเราเหรอ ตอนประกวดอาจจะใช่ เพราะเค้าเอ็นดู อยากเห็นพัฒนาการของเรา แล้วหลังจากนั้นล่ะ เราจะไม่พัฒนาอะไรให้เค้าเห็นหน่อยเหรอ สุดท้ายก็คงไม่มีใครอยากสนับสนุนคนที่ย่ำอยู่กับที่…”

จนเธอลดน้ำหนักและพาตัวเองมาสู่จุดที่ดีที่สุด (และยังพัฒนาให้ดีขึ้นไปอีกเรื่อย ๆ ในทุกวัน) โดยเคล็ดลับของแก้มคือ เธอจะไม่ออกกำลังกายคนเดียว เพราะเคยลองแล้วรู้สึกเบื่อมาก จึงเปิด Youtube เลย ปูเสื่อรองไม่ให้เจ็บเข่า แล้วลากน้องสาวมาเต้นด้วย เคล็ดลับนี้ไม่ต้องใช้เงิน แต่สำคัญที่สุดคือต้องจัดเวลาให้ได้ จะยุ่งแค่ไหนก็ต้องหาเวลาให้กับการดูแลตัวเอง และสุดท้ายคือนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอซึ่งสำคัญและมีผลกับสุขภาพโดยตรง

 

วิชญาณี ผู้สวดมนต์และรู้จักผ่อนปรนให้กับทุกสิ่ง

            ไม่เพียงแต่เรื่องของร่างกาย แต่ยังหมายรวมถึงเรื่องของจิตใจอีกด้วยที่เธอต้องดูแล ซึ่งในวงการบันเทิงนั้น ง่ายมากที่จะมีเรื่องมากระทบจิตใจ ทั้ง Comment และพลังงานลบต่าง ๆ ที่สามารถเข้ามาถึงตัวได้ง่าย ๆ จากการเป็นบุคคลสาธารณะ เธอนั้นก็มีวิธีตั้งสติให้อยู่กับตัวเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ ด้วยการสวดมนต์ ซึ่งเธอสวดได้ทุกที่อยู่บนรถ บนเครื่องบิน ก่อนนอน และยังไงก็ต้องสวดทุกวัน วันไหนมีเวลาน้อย ก็สวดให้เร็วขึ้น ช้าหรือเร็วไม่เป็นไรถ้ามีสมาธิ อยู่ที่การกำหนดจิต แล้วทำให้ช่วงเวลาอันน้อยนิดนั้น เป็นช่วงเวลาที่มีคุณภาพที่สุด จนสวดหนัก ๆ อย่างจริงจังมาได้ 4 ปีแล้ว โดยแก้มจะสวดอยู่ 2 บท คือ พระคาถามหาเมตตาใหญ่ กับ บทสวดธรรมจักรกัปปวัฒนสูตร วันละ 20 นาทีเป็นอย่างน้อย

การทำความเข้าใจความคิด จิตใจ จากการสวดมนต์นั้น ทำให้เธอรู้จักการผ่อนผัน ยืดหยุ่นให้กับชีวิตตัวเอง เช่น ถ้าเป็นเมื่อก่อนการร้องเนื้อเพลงผิดถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเธอมาก แต่ในวันนี้เธอไม่ใช้ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นมากดดันตัวเอง และเปลี่ยนเป็นการเรียนรู้เพื่อที่จะแก้ไข และในบางครั้งถ้ามีความผิดพลาดเธอก็บอกคนดูไปเลยว่าร้องผิด ขอร้องใหม่ ถึงแม้ไม่บอกคนดูเขาก็ไม่รู้ แต่พอพูดออกไปและยอมรับในความผิดพลาดได้ สิ่งต่าง ๆ ก็ออกมาดีขึ้น บรรยากาศก็ผ่อนคลาย และบางครั้งคนดูก็ให้อภัยและมองเป็นสีสันได้

“…แก้มว่าบางทีเค้าก็ไม่ได้ชอบความเป๊ะไปซะทั้งหมดหรอก ผิดบ้าง เหวอบ้างก็ได้ แต่เหวอบ่อยก็ไม่ดีค่ะ…”

 

วิชญาณีผู้ถูกกล่าวหาว่า “ปิดตัวเอง”

เมื่อถามถึงเรื่องความรัก บ่อยครั้งที่เธอมักจะถูกมองว่า “ปิดตัวเอง” แต่แท้จริงแล้ว สำหรับเธอนั้น เธอกล่าวว่า แค่ไม่มีใครกล้าเข้ามาเสียมากกว่า อาจจะเพราะที่เธอบอกว่าตัวเองหน้าดุ ซึ่งเธอเองพร้อมเปิดใจ แต่ถ้าความสัมพันธ์ไม่ชัดเจนหรือไม่มีใครที่ดูแลเราได้จริง ๆ เธอก็ไม่พร้อมไปดูแลใครมาเพิ่มอีกมากกว่า แล้วโดยส่วนตัวเธอเองก็บอกว่า แค่เรื่องงานเธอยังจริงจังขนาดนี้ คนที่จะเข้ามา เธอก็สงสารเขาเหมือนกันนะ

ส่วนคนที่ใช้สำหรับเธอนั้น เธอกล่าวไว้ว่า “…ต้องชอบจากตัวตนที่เราเป็นทุกวันนี้มากกว่า ต้องชอบความเป็นแก้มจริง ๆ ไม่ได้วางไว้ว่าต้องเป็นแบบนี้ ๆ นะ ถ้ามันจะใช่มันก็จะรู้สึกเอง ส่วนใหญ่คนก็จะคิดว่าแก้มต้องชอบฝรั่ง แก้มชอบผู้ชายไทยมากกว่า เพราะแก้มเป็นคนหัวโบราณ ก็อยากได้แฟนที่ค่อยเป็นค่อยไป ไม่รีบเร่ง แต่ขอสูงกว่าเราก็ดีนะคะ…” เอ้า ! ทราบแล้วเปลี่ยนโดยทั่วกันนะจ๊ะ

 

Glitter พลังงานความรักสำหรับเธอ

แก้มเองก็มีการตั้งชื่อ Fanclub เหมือน “ด้อม” (Kingdom) อื่น ๆ ว่า Glitter” (แสงระยิบระยับ) ซึ่งตัว G ในคำว่า Glitter นั้นมาจากชื่อ Gam – แก้ม และ Glitter เองนั้นก็มีความหมายถึงสิ่งที่จะส่องประกายแสงได้ดีที่สุดเวลารวมตัวกันอยู่มาก ๆ ดังนั้น Fanclub (จำนวนมาก) ของเธอก็เปรียบเหมือนแสงระยิบระยับ ซึ่งสะท้อนแสงก็คือพลังใจกลับมาให้แก้มด้วยเช่นกัน และในวันที่เธอมีคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรก ในชื่อGam Concert My First Time” ก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี อย่างที่เธอเคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่า

“…แก้มรู้สึกดีมากที่หลายคนอยากดูคอนเสิร์ตมาก คือเห็นเด็กหลายคนที่ยังไม่มีรายได้ของตัวเองเก็บเงินที่คุณพ่อคุณแม่ให้เพื่อมาดูคอนเสิร์ตของเรา มันเป็นสิ่งที่ทำให้แก้มอยากทำให้คอนเสิร์ตนี้ออกมาดีที่สุด คือแก้มรู้สึกประทับใจมากที่มีแฟนคลับมาชอบและคิดถึงเราเสมอ…”

และในฐานะที่เธอเองก็เป็น Fanclub ของศิลปินหลายคนมาตั้งแต่เด็ก เธอก็จะเข้าใจความรู้สึกของพวกเขาทุกคน รู้ว่าเขามาติดตามเธอเพราะผลงานและ Lifestyle ดังนั้นทุกวันนี้เธอจึงรู้สึกว่าเธอก็ต้องเป็นตัวของตัวเอง เป็นคนชัดเจนในสิ่งที่ทำและเป็นตัวอย่างที่ดีเพราะแก้มนั้นมีน้อง ๆ และเด็ก ๆ มาติดตาม ไม่ใช่ตัวเธอเองลำพังอีกต่อไป…

 

*****************

ข้อมูลเพิ่มเติม :

แก้ม วิชญาณี : 10 ปีที่เติบโต “เรียนรู้ ยอมรับ ปรับตัว”

แก้ม วิชญาณี : 4 คำถามที่คนอยากรู้

http://music.sanook.com/2396945/

https://www.dailynews.co.th/entertainment/568352

https://www.sanook.com/women/137445/

https://www.komchadluek.net/news/ent/370993

Comments