Home Happening “เจมส์-ธีรดนย์” เลือกที่จะเสียใจ ดีกว่าใช้ชีวิตอย่างเสียดาย!

“เจมส์-ธีรดนย์” เลือกที่จะเสียใจ ดีกว่าใช้ชีวิตอย่างเสียดาย!

“คนจะเชื่อเราได้ก็คืองาน จะซื้อความเชื่อคนได้ก็คืองาน” คือคำพูดของนักแสดงวัยรุ่น “เจมส์-ธีรดนย์” ผู้ฝากผลงานมาแล้วทั้งบนจอแก้วและจอเงิน วันนี้เขาได้เลือกเส้นทางสายใหม่กับชีวิต นั่นคือเส้นของ “นักร้อง” กับผลงานศิลปินกลุ่มในชื่อ “TRINITY” ภายใต้สังกัด 4NOLOGUE

 

ทุกคนต่างมีกำแพงในชีวิตที่ยากจะก้าวข้าม กับเจมส์เองก็เช่นกัน เพียงแต่กำแพงของเขากลับเป็นเรื่องการร้องเพลงเสียเอง

“จริง ๆ เราเป็นคนชอบดูศิลปินตั้งแต่เด็ก แต่ความสามารถมันแย่ เราไม่ได้เสียงดี ไม่ได้เรียนเต้นแต่เด็ก เบสิกเราค่อนข้างแย่ เรารู้สึกว่าเรามีปมและเกลียดการร้องเพลง”

“มันมาจากตอนซีรีส์ Hormones ที่เราต้องร้องเพลงแล้วมันออกมาแย่ เพราะเราร้องไม่เป็น เหมือนเอาเด็กที่ร้องไม่เป็นเลยไปร้อง ก็เลยรู้สึกแย่กับตรงนั้น แต่ไม่ใช่ว่าโทษ Hormones นะ เพราะจุดนั้นเราก็ทำได้ไม่ดีเอง ก็เลยค่อนข้างมีปม รู้สึกว่าเราไม่เอา เวลาอยู่คนเดียวจะร้องนะ แต่อยู่กับคนอื่นจะเงียบ จนเราได้มาแก้ที่ต้นเหตุคือการเทรนและเพิ่มเบสิกของตัวเองให้มากขึ้น แล้วก็เทรนยาวมาถึงตอนนี้เลย”

“ผมอยากเอาดีด้านเพลงนะ เราแฮปปีเวลาเราได้ร้อง มันเหมือนเราได้เอนเตอร์เทนคนด้วย ถึงวันนึงสมมุติเราได้โอกาสแต่งเพลงที่มันเป็นเพลงเราจริง ๆ คงได้แต่งเพลงที่มันเล่าเรื่องราวของชีวิตผ่านเพลง”

“มันมีทางที่คนเราจะพัฒนากันได้ถ้าเราลุยสุด เราอาจจะไม่ถนัดทางนี้หรือทำทางนี้ได้ดีเท่าการแสดง แต่เรารู้สึกว่าในชีวิตเราเสียใจดีกว่าเสียดาย” นี่คือคำพูดที่ออกมาจากอินเนอร์ของผู้ชายคนนี้ “คือเราอยากทำแล้วถ้าเราไม่ได้ทำคงรู้สึกแย่กับตัวเอง ตอนนั้นก็คิดอยู่นานเหมือนกันว่าจะยังไง ช่วงก่อนตัดสินใจคือเราไปเทศกาลดนตรี Coachella แล้วพอเราไปเราได้เห็นโชว์หลาย ๆ อย่างแล้วรู้สึกกว่าโลกมันกว้างใหญ่”

และการได้ไป Coachella นี่เองทำให้เจมส์แนวแน่กับเส้นทางของตัวเองมากขึ้น เพราะได้เห็นศิลปินเกิร์ลกรุ๊ปวงหนึ่งจากฝั่งเอเชียได้แสดงในเทศกาลดนตรีระดับโลกนี้ นั่นคือ 4 สาวจาก Blackpink

“จุดที่ Inspired ผมมาก ๆ คือ Blackpink เออ…วันนึงศิลปินเอเชียเขาสามารถไปดังที่อเมริกาได้ คนสามารถร้องตามได้โดยที่ไม่ใช่ภาษาหลักของเขา ทำไมคนฝรั่งถึงร้องเพลงของเขาได้ เพลงมันทำให้คนรวมกันได้ เขาพิสูจน์อะไรหลาย ๆ อย่าง ผมดูที่ Coachella แล้วก็ไปดู The Forum ที่แอลเอด้วย”

“มันเป็นจุดที่เรารู้สึกว่าคนเอเชียก็ทำได้ คนไทยก็ทำได้ แต่เราไม่กล้าทำจนสุดขนาดนั้นหรือเปล่า? เพราะเรากลัวว่าคนจะไม่ซัพพอร์ตหรือเปล่า? ถ้าเราทำแล้วมองแต่ผลลัพธ์อย่างเดียวมันก็ไปไม่ถึงตรงนั้นครับ จริง ๆ มันเกิดความคิดว่าอยากร้องเพลงตั้งแต่ก่อนไป Coachella แล้ว แต่การไปทำให้ตัดสินใจลุยครับ”

 

ในความคิดของเจมส์ การร้องเพลงคือความท้าทายอีกรูปแบบหนึ่งของชีวิต การร้องเพลงสำหรับเขาไม่เหมือนกับงานแสดงที่มีการเทค การร้องเพลงบนเวทีคือความสดที่ไม่สามารถเริ่มใหม่

“การร้องเพลงหนักกว่า การร้องเพลงมันสด มันไม่มีเทคหนึ่ง เทคสอง เทคสาม” เขาเล่า “เซอร์ไพรส์ตัวเองเหมือนกัน ไม่คิดว่าเราจะมาถึงตอนนี้ แต่มันก็ดีนะ…เรายังไม่ได้อยู่ในวัยที่ต้องคิดว่าชีวิตต้องมีอันนี้อย่างนี้ เอาอะไรก็เอา! ให้ชีวิตซิกแซกไปเลย แต่ถึงจุด ๆ หนึ่งเราคงอยากใช้ชีวิตเป็นเส้นตรงแหละ แต่วัยนี้มันต้องบวกนะผมว่า”

“เมื่อเราอยู่บนเวทีคนก็อาจจะได้เห็นบุคลิกเราที่ชัดขึ้น มันเป็นที่ที่เราเป็นตัวเองได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ต่างกับการเป็นนักแสดง ผมชอบทั้งคู่นะ…แต่การเป็นนักแสดงคนอาจจะติดภาพเราจากสิ่งที่เราแสดงในเรื่อง แต่พอคนเจอตัวจริงคนก็จะ ‘อ๋อ…เราเป็นอย่างนี้’ แต่พาร์ทศิลปินคือเขาตามเราที่เราเป็นเราเลย อย่างเราเป็นคนที่ชอบแต่งตัวจัดมาก ๆ แต่งในชีวิตประจำวันไม่ได้นอกจากมีงาน บางงานก็แต่งจัดไม่ได้ แต่พอเราอยู่บนเวทีเราจะแต่งอะไรก็ได้ ผมเลยชอบมาก”

“เราก็แฮปปีทั้งสองอย่าง” เจมส์พูดถึงความสุขกับทั้งโลกนักแสดงและนักร้องในฐานะศิลปินคนหนึ่ง “ความเป็นศิลปินของเราก็คือทำทุกอย่างให้คนเชื่อจริง ๆ สิ่งที่คนไม่เชื่อก็คือคนที่เป็นนักร้องไปเล่นละคร คนดูก็จะพูดว่า ‘โอ้นักร้องคนนี้นี่นา’ เพราะว่าเขาทำให้เชื่อไม่ได้  หรือว่านักแสดงที่มาร้องเพลงแล้วมันครึ่ง ๆ กลาง ๆ เลยทำให้คนเชื่อไม่ได้อีกเช่นกัน ซึ่งมันก็ไม่ผิด แต่เรารู้สึกว่าเราจะทำให้ดีทุก ๆ อย่าง…โฟกัสที่ต้นเหตุ เทรนและฝึกให้มันดีที่สุด”

“ผมคาดหวังกับตัวเองว่าเราจะพัฒนาพอให้คนเชื่อให้ได้ การทำงานในวงการนี้คนชอบร้อยคน เกลียดอาจจะเป็นพัน คนไม่ได้เชื่อเราทั้งประเทศ เราเล่นดีแทบตาย ได้หรือไม่ได้รางวัลอะไร ไปไกลแค่ไหน…คนไม่เชื่อก็คือไม่เชื่อ คนจะเชื่อเราได้ก็คืองาน” เขาเน้นเสียง “จะซื้อความเชื่อคนได้ก็คืองาน ตัวตน ทัศนคติ ทำไมเขาไม่เชื่อสิ่งที่เรากำลังทำ? เพราะเราไม่เก่ง  ฉะนั้นเราต้องเก่งเพื่อพิสูจน์ให้เขาเชื่อในตัวเรา สิ่งที่ผมอยากทำให้ได้คือ ต้องพัฒนาตัวเองต่อไปเพื่อพิสูจน์ตัวเอง”

คำถามสำคัญคือ…แล้วเจมส์มองอนาคตของตัวเองไว้อย่างไร?

“ไป Coachella” เขาตอบแทบจะทันที “อย่างที่บอกครับ…มันเป็นเทศกาลกลางแจ้งเหมือน Big Mountain แต่เมืองนอกสองทุ่มมันยังสว่าง บรรยากาศมันดีมากโดยเฉพาะช่วงพระอาทิตย์ตก มันเติมพลังมาก ๆ

“สุดท้ายผมอยากไปเล่นเพลงในที่ที่ใหญ่มากขึ้น อยากให้คนอินกับเพลงเรา อินกับสิ่งที่เราพยายามทำมา ทุกอาชีพแหละ…เวลามีคนอินกับสิ่งที่เราทำมันจะเติมเต็มเราอยู่แล้ว จริง ๆ ถ้าถึงวันนั้นได้มันคงแฮปปีมาก แล้วก็คงกลับไปสร้างบ้านกินบาร์บีคิวอาทิตย์ละครั้งครับ”

ถ้าอยากรู้ว่าหลังจากที่ได้ทลายกำแพงแห่งการร้องเพลงที่ฝังใจนานลงไปแล้วเจมส์ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดตัวเองไปได้อย่างไร ก็ต้องไปชมกันได้ใน MV เพลง “Haters Got Nothing” ที่ยอดวิวใน Youtube นั้นเรียกได้ว่าถล่มทลายเป็นที่เรียบร้อยไปแล้ว

 

Comments