Home Happening “อ้อม-พิยดา” ลมหายใจที่เคยไม่เป็นของตัวเอง!

“อ้อม-พิยดา” ลมหายใจที่เคยไม่เป็นของตัวเอง!

ไม่มีใครไม่รู้จักนักแสดงท่านนี้ “อ้อม-พิยดา อัครเศรณี” ผู้แจ้งเกิดจากบทบาท “ทอฝัน” ในทอฝันกับมาวินเมื่อปี พ.ศ. 2539 หรือคนอาจจะคุ้นหน้าคุ้นตาในบท “แป้ง” จากซิทคอมชื่อดังอย่างบางรักซอย 9 และบท “ปานรุ้ง” ในบัลลังก์เมฆ จากทุกบทบาทที่ผู้หญิงคนนี้ได้แสดง ล้วนแล้วแต่เป็นบทเรียนของเธอ ให้รู้จักสร้างสมดุลให้ชีวิต จากคนบ้างานสู่มนุษย์คนหนึ่งที่ได้ลมหายใจกลับมาเป็นของตัวเองอีกครั้ง

 

จากทอฝันกับมาวินที่ได้รับบทเป็นนางเอก เส้นทางการแสดงของ อ้อม-พิยดา ก็ดำเนินในเส้นทางสายนี้มาตลอด “บททอฝันเราแฮปปี้นะเพราะถือเป็นการเรียนรู้ การได้ทำงานกับพี่บอย-ถกลเกียรติ ก็ทำให้เรามาตรฐานสูงตามไปด้วย” คุณอ้อมเล่า “พอเราเริ่มเล่นเป็นนางเอก ก็คงคาแรคเตอร์นางเอกนี้ไปตลอดจนมาถึงช่วงอายุหนึ่งก็อิ่ม”

ความอิ่มตัวของบทนางเอกที่คุณอ้อมได้รับกลายเป็นความท้าทายของชีวิตการแสดงในที่สุด เพราะคนได้ติดภาพลักษณ์ดังกล่าวไปเสียแล้ว “การก้าวข้ามผ่านมันยาก เพราะต้องสู้กับหลายปัจจัย” คุณอ้อมเล่าต่อถึงตัวเองในขณะนั้น “เพราะแฟนคลับก็จะรักเราแบบที่เป็นนางเอกน่ารักเรียบร้อย แต่ความจริงคือมันตันแล้ว ฉันเป็นทุกแบบแล้ว พอจะก้าวข้ามก็คิดว่าเขาจะคิดยังไงกับเรา เขาจะรักเราเหมือนเดิมไหม มันคืออารมณ์ที่ต้องก้าวข้ามผ่านให้เป็นนักแสดงมืออาชีพ ถ้าจะให้บอกตัวเองในตอนนั้นก็จะบอกว่าไม่ต้องคิดมาก คิดเยอะเกินไปค่ะ ควรจะก้าวได้แล้ว”

“ส่วนหนึ่งเพราะไม่อยากให้คนเห็นด้านมืด ดาร์ธ เวเดอร์ ของฉัน แต่วันนึงเราก็ต้องปรับเปลี่ยนไปรับบทแม่หรือว่าบทที่แรงขึ้น เป็นตัวร้ายหรือสัตว์ประหลาด ด้วยอายุและเวลาที่พอมันผ่านเวลาต้องข้ามก็ต้องข้าม นักแสดงบางคนก็หยุดอยู่ ณ จุดที่เป็นนางเอก แต่เราอยากเล่นต่อเพราะเรามีความสุขกับการทำงาน เราก็ยังได้ทำงานที่เรารักอยู่ ตอนหลังแฟนคลับก็เข้าใจนะ แล้วดูที่การแสดงมากกว่า เพราะเราจะปล่อยการแสดงไว้แบบนั้นไม่ได้ เราต้องรับได้ที่เป็นตัวละครที่เราเล่น”

นอกเหนือจากการถูกฝังภาพว่าเป็นนางเอก อีกหนึ่งจุดเริ่มต้นที่เป็นลูกโซ่กระทบกระเทือนชีวิตการทำงานของเธอคนนั้นก็คงเรียกว่าเป็นผลงานการทำงานกับ “คนมาตรฐานสูง”

ต้องเท้าความถึงคาแรคเตอร์ของ “อ้อม-พิยดา” ก่อนว่าผู้หญิงคนนี้เป็นคนมาตรฐานสูงอยู่แล้วโดยทุนเดิม แต่การเริ่มงานละครชิ้นแรกกับทีมงานที่มีมาตรฐานการทำงานสูงด้วยยิ่งทำให้เพดานมันถีบสูงขึ้นไปอีก

“เราอาจจะเริ่มมาจากคนที่มาตรฐานสูงอยู่แล้ว พอเราไปทำที่อื่นเราก็ เห้ย!…ทำไมทำแค่นี้ ไม่ได้ ๆ ๆ ๆ คนที่ทำงานกับอ้อมจะถามว่าต้องทำขนาดนี้เลยเหรอ….ก็ทำขนาดนี้สิคะ คุณพ่อยังบอกเลยว่าทำงานมากไปหรือเปล่า” เธอหัวเราะ “อาจจะเพราะเราเริ่มงานแรกจากพี่บอยที่มาตรฐานสูง ก็เลยติดตรงนั้นในการทำงานชิ้นต่อ ๆ ไปมาตลอด”

เราจึงต้องถามว่าถ้าแบบนั้นคุณอ้อมเป็นเพอร์เฟกชันนิสต์คนหนึ่งใช่ไหม? ซึ่งคำตอบก็ไม่เป็นอื่น

“เป็นเพอร์เฟกชันนิสต์ค่ะ แค่นี่น้อยลงแล้วค่ะ ไม่งั้นจะบ้ากว่านี้” เธอพูดไปขำไป “เพอร์เฟกชันนิสต์ขนาดไหนก็คือไม่ได้เลย…ไม่ได้เลยอ่ะ ต้องทำให้ดีที่สุดในซีนที่เราเล่น แต่วันนั้นก็ทำให้เรามีวันนี้นะคะ”

ความบ้างาน ความมาตรฐานสูง ความเพอร์เฟกชันนิสต์ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ดีต่อการทำงานใช่ไหม? แต่ก็อย่างที่ทราบว่าอะไรที่สุดโต่งไปใช่ว่าจะดี และตัวคุณอ้อมเองก็เคยสุดโต่งกับชีวิตเช่นนั้นมาแล้วจนเรียกได้ว่าลมหายใจที่หายใจอยู่ทุกวันนั้นไม่ใช่ของคนที่ชื่อ “อ้อม-พิยดา”

“โอกาส” ที่แล่นเข้ามาในชีวิตผู้หญิงคนนี้เรียกได้ว่าเป็นกระแสลมที่พัดเอางานมาอย่างต่อเนื่อง “เราทำงานเจ็ดวันต่อสัปดาห์ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ก็จะไม่รับงานเยอะขนาดนั้นเพราะมันเหนื่อยเกินไป พอเหนื่อยเกินไปก็ไม่ดีเพราะเราไม่ได้เป็นตัวเองเลยทุกวันเป็นปี ๆ เราไม่รู้จะนอนหรือหายใจเป็นอ้อม-พิยดา ตอนไหน คือตื่นมาก็เปลี่ยนชุด ใส่ตุ้มหูจนรูหูพัง…มันเยอะไป เป็นโอกาสที่ดี แต่มันเครียดมากเกินไป เราไม่ได้เป็นตัวเราเลย…เราอยากใส่เสื้อยืดก็ไม่ได้ เราอยากทำสีผมสีนี้ก็ไม่ได้ ทาเล็บก็ไม่ได้ ดูเหมือนเล็กน้อยนะคะ แต่ถ้าเป็นสิบปีที่คุณไม่ได้ทำอะไรที่เป็นคุณเลยก็จะ เฮ้ย! ตัวเราหายไปไหน”

“การมีลูกทำให้ทุกอย่างดีขึ้น เพราะก่อนนั้นนิสัยไม่ดี (หัวเราะ) เป็นคนที่โอกาสดีมีงานให้ทำตลอด แต่เราก็จะมีช่วงเหนื่อยจังเลยก็จะเกเรบ้าง พอมีลูกแล้วมันทำให้เรายืนหยัดเพื่อลูกเราต้องยืนให้ได้ ต้องทำงานหาเงิน เพราะเป็นคนกลัวไม่มี จนคนรอบข้างบอกพอแล้วไหม” คุณอ้อมหัวเราะ “พอมีลูกก็ต้องถอยมานิดนึง แต่เราก็สอนลูกว่าเราไม่มีนะ เราต้องประหยัดนะ ทุกวันนี้ลูกเลยไม่กล้าใช้ตังค์แต่จริง ๆ คือเราก็หาไว้ให้เค้าแหละค่ะ”

แล้วถ้าวันหนึ่งลูกบ้างานเหมือนคุณอ้อมล่ะ?

“ก็ตั้งใจให้เขาเป็นแบบนั้นค่ะ ให้ตั้งใจทำทุกชิ้นงานให้ดีที่สุด แต่อย่ารับเยอะเหมือนแม่ในสมัยนั้น ให้มีเวลาพักผ่อนหายใจให้ชีวิตบ้าง ซึ่งเขาคงไม่ได้เป็นนักแสดงหรอก ก็อยากให้เขาตั้งใจทำในสิ่งที่เขาต้องทำมากกว่า”

จากบทนางเอก สู่การก้าวข้ามบทคนดี จนถึงการเป็นแม่คน ทุกวันนี้เธอก็ได้กระโดดเข้ามาสู่วงการผู้จัดละคร ที่นับเป็นอีกหนึ่งบทบาทในวงการบันเทิงอีกบทหนึ่ง ที่มีความท้าทายไม่แพ้กัน

การเป็นลูกของผู้กำกับชื่อดังอย่าง “พิศาล-อัครเศรณี” นับเป็นโอกาสที่ดีอย่างหนึ่ง ที่ทำให้คุณอ้อมคลุกคลีและเห็นภาพวงการบันเทิงมาตั้งแต่เด็ก ๆ “เราก็จะได้ภาษีที่เรามีคุณพ่อเป็นผู้กำกับ ก็จะได้เห็นหน้าค่าตาผู้ใหญ่ในวงการบันเทิง จะได้รับความเอ็นดูจากหลาย ๆ ท่าน ทำให้ทำงานง่ายมากกว่าค่ะ”

แต่เมื่อเราถามว่าการมาเป็นผู้จัดเองนั้นเจอกรรมตามสนองบ้างไหม เธอก็ตอบพร้อมเสียงหัวเราะในทันที “ก็มีค่ะ เช่นเข้าฉากช้าก็เหมือนตัวเองเมื่อก่อน ที่กว่าจะเข้าฉากทีนึงคุณพิยดาก็นานเลยค่ะ พอเราเป็นผู้จัดก็ต้องไปหาวิธีเร่งเอา เราก็จะถามว่าเสร็จหรือยังค้า…สวยที่สุดแล้วค่า…เชิญค่า ไม่ใช่ไปเร่งห้วน ๆ ว่า เข้าฉาก!”

อย่างในละครเรื่อง “ด้ายแดง” ที่เป็นเรื่องล่าสุดในฐานะผู้จัด คุณอ้อมเองก็ไม่ทิ้งลายความเพอร์เฟกชันนิสต์ในการทำงานเหมือนกัน

 

“อย่างที่บอกว่าอ้อมเป็นคนที่ทำงาน ณ ตอนเวลางานให้ดีที่สุด แล้วตอนนี้คือช่วงของผลตอบรับ เราหวังในช่วงเวลาการผลิตมากกว่า เป็นความหวังที่เราทำเต็มที่ไปแล้ว และตอนนี้คือผลของมัน ผลตอบรับจะเป็นยังไงก็มาจากผลที่เราทำในอดีต แต่ตอนเดินทางเราทำเต็มที่แล้ว วันนี้ก็เรียกว่ารอดูผลจากคุณผู้ชมว่าสิ่งที่เราตั้งใจทำมาเป็นยังไง”

 

“ถามว่าคาดหวังไหม อย่างบางคนมาคาดหวังเอาตอนนี้ที่หัวใจเต้นตุบ ๆ แต่หัวใจอ้อมเต้นยาวกว่านั้นเยอะตั้งแต่ช่วงผลิต ทุกคนถามว่าเครียดไหมคือเครียดมากตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว ตอนนี้เบากว่าช่วงผลิตเยอะมาก ทุกคนก็งงว่าทำไม ไม่รู้นะ อันนี้เป็นความรู้สึกของเรา เพราะเราทำไม่ดีตอนผลิตไม่ได้”

 

“เครียดคนละแบบ” คุณอ้อมตอบเมื่อเราถามว่าถ้าเปรียบการเป็น ผู้จัดละคร กับ นักแสดง อันไหนเครียดกว่า “งานผู้จัดก็มีจะเรื่องของงานบริหาร เรื่องคิวต่าง ๆ ด้วย แต่เราก็ไม่ต้องดำดิ่งไปในอารมณ์ของตัวละครเหมือนกับการเป็นนักแสดง แต่ถ้าเลือกได้และมีเวลาให้ลูก เป็นนักแสดงก็จะง่ายกว่าค่ะ”

 

ติดตามความเข้มข้นของด้ายแดง ผลงานในการเป็นผู้จัดละครเรื่องล่าสุดของคุณอ้อม พิยดา และการประชันบทบาท ระหว่างนักแสดงชั้นนำมากมาย ได้ทางช่อง 3 ทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 20.20 น.

 

 

ขอบคุณสถานที่ : โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ

ขอบคุณเสื้อผ้า : Vatanika

 

Comments