Home Exclusive สีที่ผสมจนมาเป็น “โฟร์-ศกลรัตน์” ในวันนี้

สีที่ผสมจนมาเป็น “โฟร์-ศกลรัตน์” ในวันนี้

หลังจากเตรียมตัวเรียบร้อย “โฟร์-ศกลรัตน์” เดินเข้ามาในเซ็ตด้วยชุดกระโปรงสีม่วงไลแลคแวววาวสุดกรุยกรายจนเราต้องเอ่ยปากชม ซึ่งถ้าย้อนเวลากลับไปเมื่อสิบปีก่อน นี่คือ “โฟร์” ที่แม้แต่เจ้าตัวยังนึกไม่ถึงว่าจะเป็นได้

สองโฟร์ในร่างเดียว

“การเป็นนักร้อง…คนคาดหวังเวลาเจอเราเราต้องน่ารัก ต้องหวาน มันยากเหมือนกันสำหรับเราเพราะเราไม่ได้เป็นคนเรียบร้อย ไม่ได้เป็นคนหวาน ไม่ได้เป็นคนยิ้มเก่ง แต่ทุกเช้าที่ตื่นมาเราต้องเป็นนักร้องแล้วออกไปสดใสเลย”

“แรก ๆ ยากค่ะ ภาพเราถูกสร้างมาเป็นคนนึง แต่จริง ๆ เราเป็นอีกคนนึง ก็เลยเลือกที่จะไม่ค่อยพูดไม่ค่อยคุยกับใคร เพราะกลัวที่จะหลุดคาแรกเตอร์ที่เป็นสาวน่ารักสาวหวานของใครหลาย ๆ คน ใครถามอะไรมาก็จะถามคำตอบคำ ไม่พูดเยอะ”

โฟร์ที่ไม่สดใส

“เคย…ก็มีไม่สดใสนะ แล้วทุกคนก็ผิดหวังแล้วมาด่า แต่ทุกวันนี้ด่ามาด่ากลับนะคะ” โฟร์หัวเราะ “แต่วันนั้นเราทำได้แค่เสียใจที่เราเป็นตัวเองบ้างในบางเวลาแล้วไปทำให้คนอื่นผิดหวังเพราะคนเชื่อว่าเห็นโฟร์ต้องเห็นสีชมพู ซึ่งมันไม่ใช่”

“เราก็เลยรู้สึกว่าทำยังไงให้คนเห็นเราแล้วดีใจประทับใจดีกว่า ไอ้ความเป็นตัวเองนั้นก็จะไปอยู่กับเพื่อนกับครอบครัวแทน ทุกครั้งที่ออกไปทำงานก็จะเป็นอีกคนนึงที่ทุกคนต้องการ”

โฟร์ไม่มีใครอยากทำงานด้วย

“ทุกวันนี้เป็นเพื่อนกับช่างภาพคนนึง เขาเคยมาเล่ากับเราว่า “มึงเชื่อป่ะ มาถ่ายรูปมึงอ่ะ กูไม่ไปเว้ย เพราะมึงน่ะถ่ายเกินสองรูปมึงก็จะถามแล้วว่าถ่ายเอาไปทำอะไรเยอะแยะ ลำบากมากเลยจะถ่ายรูปมึงสักที” คือตอนนั้นเราไม่เข้าใจว่ารูปในสต็อกก็มีเยอะแยะทำไมไม่ใช้ แต่คำตอบที่เขาให้มาคือ “ก็ต้องถ่ายใหม่เพราะสัมภาษณ์ใหม่” แต่มันชุดเดิมไง…เขาให้เหตุผลที่เราเข้าใจไม่ได้ แต่เราก็บอกเขาไปนะว่าตอนนั้นเราไม่ได้ตั้งใจ ตอนนี้เขาก็เข้าใจหลังจากรู้จักเรา”

“ทุกวันนี้เข้าใจเลย พอเราออกมาดูแลตัวเองไม่มีคนซัพพอร์ท เราก็เข้าใจเลยว่ามันคือน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า มันก็ต้องพึ่งพากันและกัน เขาจะได้งานก็ต้องมาหาดารา ดาราจะออกสื่อก็ต้องไปหาเขา”

นาน ๆ ไปสีชมพูก็กลายเป็นตัวเอง

“แรก ๆ โฟร์อึดอัดมาก” เธอยอมรับความรู้สึกในช่วงเวลานั้น “แต่พอทำไปเรื่อย ๆ มันกลายเป็นเรื่องที่เราชิน กลายเป็น เห้ย!…หรือเราชอบสีชมพูวะ มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ เพราะมันเริ่มซึมซับเข้ามาว่าเออสีชมพูก็น่ารักนี่ หรือเราเป็นผู้หญิงหวานวะ พอเข้าสามสี่ปีหลังมันเลยเริ่มไม่รู้สึกว่าไม่เป็นตัวเองละ”

“อาจจะเป็นมุมที่ตัวเองไม่เคยรู้มาก่อนว่ามี เพราะปกติเวลาใครถามก็จะตอบชอบสีดำค่ะ! ชอบสีขาวค่ะ! แต่พอมาเป็นนักร้องแหว๋ว ๆ ก็หรือเราชอบสีพาสเทลกันนะ”

“ก่อนเป็นนักร้องจะใส่กางเกงยีนส์ตลอดเวลา จะไม่แต่งตัวโป๊ ไม่ใส่ขาสั้น ไม่ใส่สายเดี่ยว มาตอนนี้ก็เดี๋ยววันนี้ใส่สายเดี่ยวดีกว่า มันมีอารมณ์แบบนั้น บางทีแม่ถามว่าจะใส่สายเดี่ยวออกไปนอกบ้านเหรอ เราก็…เอ๊ะ…หรือไม่ควรใส่วะ”

ทุกอย่างผสมจนกลายเป็นโฟร์ทุกวันนี้

“ทุกวันนี้เป็นตัวเองมากเลยค่ะ แต่ก็ยังติดความเป็นนักร้องเข้ามาอยู่บ้าง ถ้าเป็นสมัยก่อนคงไม่ใส่ฟรุ้งฟริ้งแบบนี้ แต่ที่ผ่านมามันก็ทำให้เราอ่อนหวานมากขึ้น ไอ้ความไม่ค่อยพูด ยิ้มน้อย ๆ ความเขินอาย มันก็หายไปตามอายุ เรารู้จักว่าจะคุยและรับมือกับคนอื่นยังไง”

“คนรอบข้างรู้อยู่แล้ว่าเราเป็นผู้หญิงห่าม ๆ ชอบโหวกเหวกโวยวาย แต่คนที่เขาไม่เคยรู้มาก่อนเขาค่อนข้างเซอร์ไพรส์ว่ามันไม่ได้เหมือนในทีวีนี่นา เราก็เลือกที่จะเป็นตัวเองมากขึ้น ถ้าเกิดเขาไม่ชอบก็ไม่เป็นไร เราก็อาจจะได้อีกกลุ่มนึงแทนเข้ามา กลุ่มที่ให้เรา “เลิกแอ๊บสักทีเถอะน่ารำคาญ!” เขาก็อาจจะมาชอบเราแทน”

การเป็นดาราทำให้เห็นอนาคต

“การเป็นดาราทำให้เรามีฝัน เพราะเราไม่มีฝัน ไม่มีความหวังมาก่อน ฝันตอนนี้คืออยากทำธุรกิจหลาย ๆ อย่างให้ประสบความสำเร็จ จริง ๆ ชอบงานในวงการมากนะ เคยมีคนถามว่า “ถ้าวันนึงไม่ได้ทำงานในวงการ…” แล้วตอบไปว่าแล้วทำไมเราจะไม่ได้ทำวะ? เพราะแก่เหรอ?…แก่ก็เล่นเป็นแม่สิ ถ้าเกิดสี่สิบแล้วไม่ได้เล่นเป็นแม่แล้วจะเล่นเป็นอะไร” เธอหัวเราะอีกครั้ง

“แต่ธุรกิจเนี่ยเราอยากทำเพราะว่าอยากมีอะไรทำแล้วรู้สึกว่าเราทำมันด้วยตัวเองนะ อย่างตอนนี้มีร้านดอกไม้กับร้านต่อขนตา เราก็ภูมิใจเวลาไปพูดกับใคร ๆ ว่าเราเป็นคนคิดและเป็นคนเริ่ม”

“อนาคตโฟร์อยู่ตรงกลางค่ะ อยากทำทั้งสองอย่าง เพราะอย่างบทแม่ก็คงไม่ได้เล่นทุกเรื่อง ปีนึงมีสักเรื่องนึงเล่นเป็นแม่ แล้วเวลาที่เหลือล่ะเราจะทำอะไร เราก็มาทำธุรกิจของตัวเอง โฟร์ไม่ได้มองว่าจะต้องมีครอบครัวหรือมีลูกค่ะ” เธอยิ้มหวาน ๆ เป็นการส่งท้าย

ขอบคุณสถานที่ Nawamin Festival Walk Avenue

Comments