Home A Background “วังหน้า” ประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยจางหาย จากอดีตจนถึงปัจจุบัน

“วังหน้า” ประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยจางหาย จากอดีตจนถึงปัจจุบัน

ใครเคยได้ยินคำว่า “วังหน้า” บ้าง? หรือถ้าเพิ่งเคยได้ยินก็สงสัยหรือไม่ว่าคำนี้มีที่มาอย่างไร และสำคัญยังไงกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมบ้านเรา เราจึงขอพาไปรู้จักกับคำว่า “วังหน้า” ถึงที่มาที่ไปและความสำคัญของคำ ๆ นี้

“วังหน้า” หรืออีกชื่อคือ “กรมพระราชวังบวรสถานมงคล” นั้น เป็นที่ประทับของ “พระมหาอุปราช” หรือก็คือตำแหน่งของผู้ที่เป็นบุคคลที่จะขึ้นมาสืบทอดราชบังลังก์เป็นลำดับถัดไปจากพระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่ ณ ขณะนั้น ซึ่งถ้าย้อนความกลับไปแล้วล่ะก็…ตำแหน่งพระมหาอุปราชนี้ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในสมัยพระบรมไตรโลกนาถแห่งกรุงศรีอยุธยา โดยทรงโปรดให้สมเด็จพระเชษฐาธิราชเจ้าที่เพิ่งลาผนวชดำรงตำแหน่งนี้เป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2028

หลังจากนั้นตำแหน่งประมหาอุปราชก็ได้มีบทบาทมากขึ้นในรัชสมัยของสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราข และทรงสร้าง “พระราชวังจันทรเกษม” ขึ้นที่หน้าพระราชวังหลวงเพื่อเป็นที่ประทับของพระนเรศวรมหาราชเวลาเสด็จกลับจากเมืองพิษณุโลกที่ทรงครองอยู่ ณ ขณะนั้นมายังกรุงศรีอยุธยา ซึ่งกลายมาเป็น “วังหน้า” ในกาลต่อมา

ต่อเนื่องมาสู่สมัยพระเพทราชา ได้โปรดเกล้าฯ สถาปนาหลวงสรศักดิ์ ผู้เป็นพระราชโอรสบุญธรรมขึ้นเป็นพระมหาอุปราช ประทับ ณ วังหน้า และบัญญัติศัพท์ชื่อสังกัด “วังหน้า” นี้ว่าเป็น “กรมพระราชวังบวรสถานมงคล” และโปรดเกล้าฯ สถาปนานายจบคชประสิทธิ์ให้ดำรงพระยศเป็นวังหลัง และพระราชทานวังหลังเป็นที่ประทับ พร้อมทั้งบัญญัติศัพท์นามวังหลังว่า “กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข” ให้อุบัติขึ้นเป็นครั้งแรก

การสืบทอดและการใช้ระบบวังหน้ายังคงสืบเนื่องมาถึงสมัยกรุงธนบุรี โดยไม่ได้มีความแตกต่างอย่างเป็นสาระสำคัญเท่าไหร่นัก ยาวมาถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ที่สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ที่ดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานแห่งรัตนโกสินทร์ก็ได้โปรดให้สร้างพระราชวังบวรสถานมงคลขึ้นที่เขตพระนคร (ปัจจุบันพื้นที่ส่วนนึ่งได้กลายเป็นสนามหลวงและถนนหนทางที่ตัดผ่าน รวมถึงสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ โรงละครแห่งชาติ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์

มาถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ได้โปรดเกล้าฯ สถาปนาพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจุฑามณี กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ขึ้นเป็น “วังหน้า” โดยมีพระนามว่าพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว และให้เรียกพระราชวังบวรสถานที่ประทับว่า “วังบวรราชวัง” ในขณะที่วังหลวงของพระมหากษัตริย์เรียกว่า “พระบรมมหาราชวัง” ซึ่งในตอนนั้นเองก็ได้มีการซ่อมแซม ปรับปรุง และตกแต่งพระบวรราชวังเป็นการใหญ่เนื่องจากตัวอาคารอยู่ในสภาพทรุดโทรมมาก เพื่อให้สมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ พระองค์ยังโปรดให้สร้างพระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ เพื่อใช้เป็นที่ประทับและได้เสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งแห่งนี้ โดยในยุคของพระองค์นั้นก็ได้มีการสร้างพระที่นั่งขึ้นอีกหลายแห่ง อาทิ พระที่นั่งคชกรรมประเวศ พระที่นั่งมังคลาภิเษก พระที่นั่งสนามจันทร์ เป็นต้น

วันเวลาผ่านไป ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลถัดมา ผู้ดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคลในสมัยนั้นก็คือกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ซึ่งนับเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคลพระองค์สุดท้ายแห่งตำแหน่งนี้ โดยหลังจากนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ไม่ได้สถาปนาเจ้านายพระองค์ใดขึ้นมาอีก แต่ทรงได้พระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร แทนตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถาน นับเป็นเจ้านายพระองค์แรกที่ขึ้นรับตำแหน่งเป็น “พระบรมโอรสาธิราช” นับแต่นั้น และยังคงได้ใช้ตำแหน่งนี้สำหรับผู้ที่สืบทอดราชบัลลังก์สืบมาจนถึงปัจจุบัน แทนที่ตำแหน่ง “วังหน้า” หรือ ”กรมพระราชวังบวรสถานมงคล” และพระราชวังบวรสถานมงคลที่เคยเป็นที่ประทับก็ไม่ได้ถูกใช้อีกนับแต่นั้น

ปัจจุบันประวัติศาสตร์ของ “วังหน้า” ได้กลับมาเป็นที่สนใจของปุถุชนอย่างเรา ๆ อีกครั้ง เมื่อวังหน้าที่ถูกลืมเลือนไป ได้กลับมามีชีวิตอีกครั้งผ่านทางนิทรรศการ “วังน่านิมิต” (สะกดตามพระนิพนธ์ “ตำนานวังน่า” ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ) ที่จัดขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2561 ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกรมศิลปากรและสำนักงานมูลนิธิพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ที่พาเราย้อนไปถึงยุคความรุ่งเรืองของ “วังหน้า” หรือ “กรมพระราชวังบวรสถานมงคล” ตามที่ได้เล่ามาตั้งแต่ต้น

โดยบุคคลสำคัญอีกท่านหนึ่งที่จะไม่เอ่ยชื่อไม่ได้คือท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน หรือคุณใหม่ พระธิดาคนเล็กในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ผู้ซึ่งรับตำแหน่งผู้อำนวยการโครงการนี้ ได้มีความปรารถนาที่จะสานต่อประวัติศาสตร์ของบ้านเรา และประยุกต์ใช้กับเทคโนโลยี แสงสี และเครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัย ให้ประวัติศาสตร์ไม่น่าเบื่ออีกต่อไป และกลายเป็นเรื่องที่คนทั่วไปก็สัมผัสได้จากของจริงไม่ใช่แค่เพียงจากตำรา

จากนั้นประวัติศาสตร์วังหน้าได้จัดขึ้นอีกครั้งเมื่อวันที่ 6 มีนาคม – 28 เมษายน พ.ศ. 2562 ที่ผ่านมา ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร (ซึ่งแต่เดิมเป็นพระที่นั่งท้องพระโรงของวังหน้า) ในโครงการ “วังหน้านฤมิต ในมิติแห่งกาลเวลา” ซึ่งได้เพิ่มเติมมิติแห่งมุมมองด้านประวัติศาสตร์ให้ลึกซึ้งลงไปอีก และยังมีนิทรรศการ “นัยระนาบนอก อินซิทู : แปลงร่างอดีตในหลืบแห่งปัจจุบัน” ควบคู่ไปอีก เพื่อเสริมให้เหตุการณ์ประวัติศาสตร์นี้ครบวงจรมากยิ่งขึ้น

เห็นได้ชัดว่าประวัติศาสตร์ของวังหน้านับแต่กาลก่อนไม่เคยหายไปไหน แต่ได้สืบทอดต่อเนื่องยาวนานมาเป็นร้อย ๆ ปี ผ่านทางชื่อเสียงเรียงพระนามและชื่อสถานที่ จากการเรียกขานอย่างหนึ่งสู่อย่างหนึ่ง จนมาถึงปัจจุบันที่ได้แทรกซึมอยู่ในตัวอาคารและพระที่นั่งมากมาย เห็นไหมว่าประวัติศาสตร์นั้นไม่ใช่เรื่องไกลตัวเราเลย แต่อยู่ล้อมรอบเราตลอดเวลา อยู่ที่ว่าเราจะมองมันหรือไม่เท่านั้นเอง

Comments