Home Happening “ลี-ฐานัฐพ์” ความสำเร็จที่ยังไม่สำเร็จ!

“ลี-ฐานัฐพ์” ความสำเร็จที่ยังไม่สำเร็จ!

เปิดใจ “ลี-ฐานัฐพ์ โล่ห์คุณสมบัติ” นักแสดงหนุ่มขวัญใจใครหลาย ๆ คน ด้วยหน้าตา รูปร่าง และความสามารถด้านการแสดงและเล่นดนตรี ที่ขโมยหัวใจของผู้พบเห็นไปแล้วนักต่อนัก แต่เชื่อไหมว่าก่อนหน้านี้เขาเป็น “โลกส่วนตัวสูง” ชนิดที่ไม่อยากคุยกับใคร ก็ไม่คุยเลยก็มี แต่อะไรทำให้คนเงียบ ๆ กลายเป็นนักแสดงได้? และอะไรที่ยังผลักเขาให้ก้าวไปข้างหน้าในทางสายนี้ นี่คือความในใจของเขา….

ลีเข้าวงการการแสดงอย่างเป็นทางการเมื่อตอนอายุ 23 ปี ด้วยผลงานชิ้นแรก U-Prince Series และกลายเป็นหนุ่มที่ใครหลาย ๆ คนพูดถึง ลีเล่าว่าแม้ความฝันของเขาจริง ๆ คือการเป็นนักดนตรี แต่เมื่อโอกาสด้านงานแสดงเข้ามา เขาก็พร้อมที่จะทำมันให้ดีที่สุดเช่นกัน

 

“ผมชอบเพลงแจ๊ส แต่ที่ผมเล่นถนัดคือแนวดิสโก้-ฟังกี้ จริง ๆ ผมชอบที่จะเป็นคนยืนเล่นกีตาร์ก้มหน้าก้มตาอยู่บนเวทีนะ ผมรู้สึกแฮปปีกับมันแล้ว ไม่ต้องร้องก็ได้ ไม่ได้ดูคนฟังด้วย” ลีหัวเราะ “แค่รู้สึกได้ปลดปล่อยอะไรออกไปครับ”

“ผมยังอยากกลับไปทุกเมื่อ” ลีพูดถึงสายอาชีพนักดนตรีที่เขาฝันไว้ “แต่ตอนนี้เราทำหน้าที่ในฐานะนักแสดงซึ่งทำได้ดีในระดับหนึ่งแล้ว และเป็นอาชีพที่ทำให้เลี้ยงตัวเองได้เลี้ยงครอบครัวได้ ซึ่งทำให้ผมแฮปปีและสนุกกับมันอยู่ ตอนนี้ผมแพลนว่าผมอยากเป็นนักแสดงไปเรื่อย ๆ ส่วนงานดนตรีผมตัดให้เป็นงานอดิเรกแทนแล้ว เพราะงานตรงนี้ผมก็รักเหมือนกัน”

“ถ้าถามว่าทุกวันนี้ประสบความสำเร็จแล้วหรือยัง ผมว่ามันประสบความสำเร็จในระดับที่ดูแลรับผิดชอบตัวเองและครอบครัวได้ แต่ความฝันสูงสุดยังไม่ประสบความสำเร็จครับ”

ชีวิตส่วนตัวกับการเป็นนักแสดงเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันเสมอ แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับลี

“มันหายเกือบหมดเลยครับ” ลีพูดถึงชีวิตส่วนตัวและชีวิตวัยรุ่นของเขา “ในขณะที่เพื่อนเที่ยวกันผมมาทำงานแสดง แต่ไม่ได้อิจฉานะครับ เพราะผมเองก็ไม่ได้อยากไปเท่าไหร่” เขาหัวเราะอีกครั้งให้กับการเก็บเนื้อเก็บตัวของตัวเอง

“ผมเป็นคนมีโลกส่วนตัวสูงมาก พอมาทำงานตรงนี้มันเลยหายไปเกือบหมด เพราะว่าจริง ๆ ผมเป็นคนไม่ชอบพูด ไม่อยากคุยกับใครเท่าไหร่ คือผมรู้สึกว่ามีปัญหาเรื่องการคุยกับคน บางทีอยากจะเงียบก็เงียบเลยเพราะขี้เกียจคุยต่อแล้ว ถ้าเป็นในโซเชียลอย่างทวิตเตอร์ก็ช่างมันไม่ค่อยสนใจ เฟซบุ๊กก็ไม่อัพอะไรเลย อินสตาแกรมก็อัพแค่รูปไม่ได้ไปโต้ตอบ หรือนั่งส่องข่าว ส่องชาวบ้านว่าเขาไปไหนมาไหน ทุกอย่างที่ผมรู้ข่าวคือแม่โทรมาบอก ผมไม่ได้ตามข่าวอะไรเลย แม่เป็นสายให้”

แต่เมื่อเป็นนักแสดง…การไม่ชอบคุยกับคนของเขาก็ค่อย ๆ หายไปเหมือนควันไฟที่ถูกลมพัด ทำไมน่ะหรือ…ก็เพราะสถานการณ์รอบกายมันทำให้เขาจำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเองนั่นแหละ

“ผมเริ่มปรับตัวตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัยแล้วครับ ตั้งแต่อายุ 19 ผมไปเล่นดนตรีอยู่ที่ตามร้านอาหาร เล่นจนอายุ 22-23 ก็เล่นมาตลอด แล้วเราต้องเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์บนเวทีด้วย ถึงผมจะเล่นก้มหน้าก้มตาไม่พูดกับใครนะ…แต่นักร้องบอกว่ากูไม่ไหวพูดกับกูบ้าง” ลีขำตัวเอง “ก็เริ่มหัดพูดตั้งแต่ตอนนั้น เหมือนเริ่มปรับตัวว่าตอนนี้เราต้องเจอกับคน คุยกับคน ต้องเริ่มพบหน้าผู้คนที่มันไม่ซ้ำหน้ากันมาเลยตลอด ก็เลยเริ่มชิน เรียกว่าถูกบังคับให้ต้องทำจนต้องทำก็ได้ แต่มันไม่ใช่ฝืนทนนะครับ มันคือการเปิดโลกของเรา ทุกวันนี้ดีกว่าเมื่อก่อนเยอะมากครับ เมื่อก่อนอย่างตอนเรียนมหาวิทยาลัย กับรูมเมทนี่เป็นเดือนไม่คุยกันเลยนะครับ เหมือนติสท์แตกทั้งคู่ด้วย”

“ผมชอบคุยกับแม่” เขาพูดถึงบุคคลที่เป็นดั่งเซฟโซนของเขา “ทุกวันนี้เวลาผมเสร็จงานก็กลับไปคุยกับแม่ เพราะที่บ้านตรงที่ห้องของผมมันคือโลกของผมที่โคตรส่วนตัวเลย และผมแฮปปีที่จะอยู่ตรงนั้น แล้วก็ชอบที่จะแชร์อะไรให้แม่ฟังและชวนแม่ไปไหนมาไหน ผมมีความสุขมากกับการทำตรงนั้นมากกว่าไปเที่ยวไหนอีก”

แต่ก็ใช่ว่าทุกอย่างจะมีแต่กลีบกุหลาบเสมอไป…เส้นทางการเป็นนักแสดงของลีก็ไม่ใช่ว่าจะราบรื่นแต่เริ่มต้นเช่นกัน แม้ว่าจะเริ่มปรับตัวเองให้คุยกับคนอื่น ๆ ได้แล้ว อาชีพนักแสดงก็ยังคงท้ายทายอยู่เสมอ

“ผมว่ามันจะมีช่วงแรกที่ต้องเข้ามาเจอคนทำงานเยอะ ๆ โดยที่ไม่รู้ว่าเขาเป็นคนยังไง และถ้าเราทำอะไรได้ไม่ดีอย่างที่เขาคาดหวัง มันจะเป็นความรู้สึกที่แย่มากกับการถูกตำหนิ ผมคิดว่ามันจะจบแค่ตรงนั้นนะ…แต่ยิ่งทำงานนานวันเข้ามันยิ่งมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเวลาเริ่มงานใหม่ผมก็ชอบทำตัวเองเหมือนเริ่มใหม่ มันเป็นลูปน่ะครับ…พอท้ายเรื่องเราก็เริ่มสบายตัว พอเรื่องใหม่มาก็เริ่มใหม่วนไปอย่างนี้ ผมว่ามันยากขึ้นมากด้วย เพราะเราก็คาดหวังว่างานต่อไปของเรามันต้องดีขึ้นกว่าเดิม มันเลยกดดันตัวเองไปเรื่อย ๆ”

“ถ้าจะมีอะไรที่ผิดหวังก็กับตัวเองครับ เพราะวันนี้มันน่าจะได้ดีกว่านี้ สมมุติว่ามาสัมภาษณ์วันนี้แล้วทำได้ไม่ดีก็จะรู้สึกผิดหวังว่ามันต้องได้ดีกว่านี้สิ”

ถ้าลีจะพูดแบบนั้นแล้วสิ่งที่เกินความหวังสำหรับเขาคืออะไรกัน? เขาตอบแทบจะในทันทีว่า…

“ผมว่าทุกครั้งที่ผมได้รู้ฟีดแบ็คของงานต่าง ๆ มันเกินคาดหวังของผมมากนะ เพราะผมไม่เคยหวังเลยว่าจะมีคนรู้จักหรือหวังว่าจะมีคนดูเยอะแต่สุดท้ายมันก็ดูเหมือนเกินคาดไปทั้งหมดเลย”

ถึงตรงนี้แล้ว แม้งานแสดงจะไม่ใช่สิ่งที่เขาคาดหวังมาแต่แรก แต่ลีก็ไม่เคยยอมแพ้ และพิสูจน์ตัวเองแล้วว่าเขาก็เป็นนักแสดงที่ดีได้คนหนึ่งเหมือนกัน

“มันคือความพยายามและความไม่ยอมแพ้ครับที่ผลักดันตัวผมไปเรื่อย ๆ” เขาตอบถึงพลังที่ดันเขาไปข้างหน้า “ว่ามันต้องดีกว่าเดิม มันต้องไต่ขึ้นไปเรื่อย ๆ โดยที่เราไม่หลงตัวเองว่าเก่งแล้ว มันก็จะรู้สึกเหมือนน้ำที่ไม่เต็มแก้ว”

“สิ่งนี้มันน่าจะมาจากที่บ้านสอนมาแต่เด็ก ๆ ผมกดดันด้วยแหละ เพราะมีพี่สาวที่เก่งทั้งคู่ ตอนเด็กเลยเหมือนเป็นคนไม่มีอนาคตคนเดียว เลยกดดันแล้วก็ไปนั่งมองพี่ตัวเองว่าเขาทำได้ยังไง เขาเรียนเก่งนะแล้วผมทำอะไรอยู่…คนโตก็เป็นพนักงานบริษัทแห่งหนึ่ง แต่จริง ๆ ความพยายามของคนกลางทำให้ผมรู้สึกว่าต้องไม่ยอมแพ้ เขาลาออกจากงานแล้วก็ไปอยู่ออสเตรเลีย ไปทำทุกอย่างเพื่อตัวเองอยู่ที่นู่น เลยรู้สึกถึงความพยายามของเขา เพราะตอนเด็ก ๆ โดนใครด่าว่าโง่ เขาก็ไม่ยอมแพ้ เขาก็จะสอนตลอดว่าห้ามยอมแพ้”

ถ้าอย่างนั้นแล้วลีมองอนาคตของตัวเองในวงการบันเทิงไว้อย่างไร…

“อยู่ยาว ๆ ครับ” เขาตอบด้วยรอยยิ้ม “ไม่ต้องดังก็ได้แต่อยู่ยาว ๆ แล้วคนมองเห็น มองเห็นว่าผมทำงานรับผิดชอบ รู้จักหน้าที่ของตัวเองแล้วก็มีระเบียบ…แค่นี้ก็แฮปปีแล้ว ผมชอบงานเบื้องหลังนะ และชอบงานเพลงด้วย ถ้าในอนาคตงานตรงนี้มันไม่ใช่ของผมแล้ว ผมก็ต้องผันตัวไปอยู่แล้ว แต่ตอนนี้เอาตรงนี้เป็นหลักไว้ก่อน อยู่เบื้องหน้ายาว ๆ ไปก่อนครับ”

“วงการบันเทิงให้อะไรเยอะครับ เรื่องแรกคือประสบการณ์การทำงาน สองคือการเข้าใจโลกที่มากขึ้นเพราะว่าวงการนี้ทำให้เราเจอคนเยอะมาก เจอทั้งแฟนคลับและคนทำงานหลายประเภท แม้กระทั่งตัวละครที่เราจะต้องเล่นก็ตาม มันทำให้รู้สึกว่าเราเข้าใจคนมากขึ้นกว่าเมื่อก่อนเยอะครับ”

อย่าลืมติดตามผลงานปัจจุบันของลี รักหมดใจ  Endless love วันอาทิตย์ 20.10 น.  ทางช่อง Gmm25 สามารถดูย้อนหลังได้ใน Line TV  และติดตามลีได้ที่ IG และ Twitter : lee_thanat

Comments