Home World Explorer “ลำพูน” เมืองเล็ก ๆ ที่คุณจะหลงได้ง่าย ๆ

“ลำพูน” เมืองเล็ก ๆ ที่คุณจะหลงได้ง่าย ๆ

รูป/เรื่อง POGGHI

ตัวเมืองลำพูนติดกับเขตจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งระยะทางไม่ถึง 30 กิโลด้วยซ้ำ ระยะวิ่งฟูลมาราธอนยังไกลกว่าซะอีก … ความใกล้กันมากนี่เอง ถ้าการจราจรเป็นใจสามารถใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงจากลำพูน ก็ไปเดินเล่นชมแสงสีที่ไนท์บาซ่าเชียงใหม่ได้แล้ว

ความใกล้ชิดระหว่าง ลำพูน-เชียงใหม่ น่าจะมีผลไม่มากก็น้อยทำให้เมืองเล็ก ๆ อย่างลำพูน กลายเป็นเมืองรอง-เมืองทางผ่าน เพราะเชียงใหม่เป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวมีชื่อเสียงติดระดับโลกไปแล้ว นักท่องเที่ยวกลุ่มหลักทั้งหลายจึงนิยมมุ่งหน้าไปสู่เมืองเอกแห่งล้านนา โดยอาจจะชายตามองเมืองรองอย่างลำพูนบ้างในลักษณะวันเดย์ทริป มาเช้ากลับเย็น

แต่เหตุผลเหล่านี้ช่วยเป็นเกราะกำบังให้ลำพูนกลายเป็นเมืองที่มีบุคลิกในแบบฉบับของตัวเอง เพราะความเป็นเมืองเรียบง่าย ไม่มีแสงสีทันสมัยหวือหวา ช่วยให้เมืองเก่าแก่แห่งนี้ยังคงวิถีน่ารัก ๆ แบบเมืองต่างจังหวัดไว้ได้ดี

การทำความรู้จักลำพูนแบบถี่ถ้วน คงต้องไปเริ่มที่ “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย” ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ประจำจังหวัดที่จัดแสดงนิทรรศการในรูปแบบร่วมสมัยไม่น่าเบื่อ แต่ในแง่ความนิยมของโปรแกรมท่องเที่ยว ผู้มาเยือนลำพูนส่วนมากมักไปเริ่มต้นที่วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร เป็นสถานที่แรกมากกว่า เพราะวัดเปิดตั้งแต่เช้า แวะไปกราบสักการะไหว้พระไหว้เจ้าเอาฤกษ์เอาชัยซะก่อน เดินเวียนเทียนหลังสักการะพระธาตุก็ไม่ร้อน หรือใครไม่ได้นับถือพุทธ แวะไปชมความงดงามของงานพุทธศิลป์ในวัดก็นับว่ายังเพลิดเพลินไม่น้อย

พิเศษอีกอย่าง ใครเกิดปีระกา (ปีไก่) ก็เป็นพระธาตุประจำปีนักษัตรอีกด้วยล่ะ

ความจริงแล้ว ผมคิดว่าเมืองลำพูน เปรียบคล้ายกับเป็นพิพิธภัณฑ์มีชีวิตได้เหมือนกัน เพราะวัดวาอารามเก่าแก่งดงามทั้งหลาย กระจัดกระจายตั้งอยู่ไม่ห่างกันมาก (ถ้า)แดดไม่โหดร้ายทารุณแบบในช่วงฤดูร้อน นับเป็นเมืองเล็ก ๆ ที่เหมาะแก่การปั่นจักรยาน หรือเช่ามอเตอร์ไซค์ตะลอน ๆ ซอกแซกไปโน่นมานี่ได้กำลังสนุก

แต่ถ้าใครจะใช้วิธีลัด ราคาประหยัด และไปเที่ยวได้หลายจุด แนะนำให้ใช้บริการรถรางนำเที่ยวเมืองลำพูน ซึ่งราคาถูกเพียง 50 บาท นำตะลอนไปตามสถานที่สำคัญครบครันเป็นเวลาประมาณ 3 ชั่วโมง พร้อมไกด์ท้องถิ่นที่ช่วยอธิบายให้รู้จักเมืองลำพูนได้อย่างละเอียดยิบ

โปรแกรมรถรางนำเที่ยว เช่น วัดจามเทวี , วัดสันป่ายางหลวง , วัดพระยืน , โบราณสถานกู่ช้าง , พิพิธภัณฑ์ชุมชนเมืองลำพูน , คุ้มเจ้ายอดเรือน (บ้านเจ้าเมืององค์สุดท้ายของลำพูน) เป็นต้น

แม้โปรแกรมเน้นหนักไปทางวัด ประวัติท้องถิ่น และวัฒนธรรม แต่รับประกันว่า 3 ชั่วโมงจะหมดไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะถ้าใครชอบงานพุทธสถาปัตยกรรม “วัดสันป่ายางหลวง” นั้น งานแกะสลักปูนปั้นของวิหารงดงามวิจิตรมาก

ตารางรถรางนำเที่ยวลำพูน มีวันละสองรอบ ได้แก่ 9.30 น. กับ 13.30 น. (หยุดวันจันทร์) ดังนั้นแนะนำว่า ใครออกสตาร์ทตั้งแต่เช้า ให้เที่ยววัดพระธาตุหริภุญชัยให้เสร็จสรรพเสียก่อน แล้วสาย ๆ ก็ค่อยกระโดดขึ้นรถรางเที่ยวให้หนำใจยาว ๆ ไป

เอาล่ะ จบโปรแกรมเที่ยวชมศิลปวัฒนธรรมสำหรับเมืองเล็ก ๆ แล้ว ก็ได้เวลากลับเชียงใหม่ .. ยัง!!!!

อย่างที่ผมบอกไว้ข้างต้นว่า ลำพูนมีเสน่ห์บางอย่างที่ควรใช้เวลาให้มากขึ้น อย่างน้อยที่สุดค้างสักคืนก็ยังดี เพื่อดูว่ายังมีอะไรให้เราค้นหา

ลองเดินข้ามถนนไปหลังวัดพระธาตุหริภุญชัยฯ ก็จะเจอกับคาเฟ่-อาร์ตแกลเลอรีเล็ก ๆ ที่น่าสนใจมาก ชื่อ “temple house”

temple house มีสถานะเป็นร้านอาหาร คาเฟ่ และสถานที่จัดแสดงผลงานศิลปะ เจ้าของเป็นผู้คร่ำหวอดในวงการศิลปะและการออกแบบทำงานในกรุงเทพฯ มาเนิ่นนาน แต่ก็อยากสร้างสรรค์อะไรดี ๆ ให้เมืองบ้านเกิด จึงเปลี่ยนแปลงอาคารพาณิชย์เก่าที่หมดสัญญามาเป็นคาเฟ่เก๋ ๆ ที่เหมาะแก่การฝากท้องเอาไว้

โดยมีบริเวณชั้นสองของร้านดัดแปลงเป็นอาร์ตแกลเลอรีเล็ก ๆ เปิดโอกาสให้ศิลปินคนลำพูนได้มีพื้นที่โชว์ของ อิ่มท้องแล้วยังอิ่มงานศิลปะไปในตัว

นอกจากนี้ ผมแนะนำให้ลองแวะไปหอศิลป์บ้านบัวแก้ว (ถนนลำพูน-เชียงใหม่) ซึ่งแม้ว่าเป็นบ้านส่วนตัวของศิลปิน ที่ว่ากันตามตรงอาจจะไม่ได้จัดวาง ผลงานไว้สวยงามเป็นระเบียบแบบหอศิลป์ใหญ่ ๆ แต่งานภาพที่เห็นนั้นเป็นผลงานระดับบรมครูแนวอิมเพรสชั่นนิสม์ของ “อ.จรูญ บุญสวน” ศิลปินอาวุโส ซึ่งท่านเป็นหนึ่งในลูกศิษย์สายตรงอาจารย์ศิลป์ พีระศรี เลยทีเดียว

เท่านั้นยังไม่พอ ใครเป็นแฟนเจ้าหนูมิกกี้ ต้องห้ามพลาดไป ถ.สันเมือง หาร้าน Coffee Mellow ให้เจอ บริเวณนั้นเป็นที่ตั้งของ “บ้านมิกกี้เม้าส์” ซึ่งเป็นโรงสะสมของที่ระลึก ของเล่น ที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหนูมิกกี้ ว่ากันว่ามากที่สุดในประเทศไทยเลยก็ว่าได้ เจ้าของสะสมมาตั้งแต่สมัยยังหนุ่ม .. ตอนนี้เป็นคุณลุงไปแล้ว ก็ยังสะสมอยู่ จนเพิ่งสร้างอาคารเก็บของใหม่ไปไม่กี่ปีก่อน

ที่นี่เปิดเป็นรูปแบบคล้ายอาคารจัดแสดงให้ชมฟรี เสียเพียงค่าบริจาคหยอดตู้ตามศรัทธา หรือจะไม่จ่ายก็ไม่ได้ว่าอะไร เจ้าของตั้งใจเพียงว่า อยากให้ผู้มาเยือนได้รับความสุข และแรงบันดาลใจดี ๆ กลับไปเท่านั้นเอง (น่ารักมั้ยล่ะ)

ปิดท้าย เรื่องที่หลับที่นอน ในลำพูนมีโรงแรมให้เลือกหลากหลายสไตล์ แต่ผมบังเอิญไปเจอ “โรงแรมนอนลำพูน” ซึ่งอยู่เยื้องหอศิลป์บ้านบัวแก้วพอดี โรงแรมมีความน่ารัก เรียบง่าย มินิมอลนิด ๆ เผื่อใครอยากนอนที่ลำพูน ก็แนะนำไปให้ที่นี่ (แค่ชื่อโรงแรมเค้าก็กินขาดแล้ว) ตื่นเช้ามา มีอาหารให้เลือกกินง่าย ๆ ด้วย เป็นไข่กระทะ หรือ มาม่าไข้ต้ม อร่อยดี

ทั้งหมดนี้ เป็นบันทึกสั้น ๆ ของการไปเยือนลำพูนมาแล้วหลายครั้ง แม้เป็นเมืองเล็ก แต่ผมก็ไม่เคยเบื่อ ไปแล้วไปอีกได้เรื่อย ๆ นั่นเพราะผมคง “หลง” เมืองเล็กแห่งนี้ไปแล้ว

Comments