Home Happening พิษเศรษฐกิจ เปลี่ยนชีวิต “ป๋อ-ณัฐวุฒิ”

พิษเศรษฐกิจ เปลี่ยนชีวิต “ป๋อ-ณัฐวุฒิ”

ย้อนกลับไปเมื่อ 19 ปีที่แล้ว ก่อนหน้านั้นใครจะรู้ว่าวงการบันเทิงไทย กำลังจะมีพระเอกหน้าใหม่เข้ามาประดับวงการอีกคน จากหนุ่มวิศวะที่ไปเรียนต่อปริญญาโท MBA ที่เมืองนอกเมืองนา แต่กลับเดินทางในสายอาชีพนักแสดงในประเทศไทย อะไรที่เบนเข็มของผู้ชายที่ชื่อ “ณัฐวุฒิ สกิดใจ” ให้ทิ้งเส้นทางที่ตัวเองเขียนไว้ตั้งแต่แรก

 

พิษเศรษฐกิจในช่วงปี 40 หรือวิกฤตต้มยำกุ้งที่ซัดสะเทือนทั้งประเทศให้ระส่ำระส่าย ก็พาลให้ชีวิตของ “ป๋อ-ณัฐวุฒิ” ต้องเลือกเส้นทางชีวิตใหม่อย่างเลี่ยงไม่ได้ หลังจากเรียนจบจากเมืองนอกกลับมา เขาก็พบว่าสายวิศวกรรมโยธาและงานบริหารที่เขาพยายามเรียนมานั้น แทบจะไม่เกิดผลเลยในภาวะเศรษฐกิจที่ดิ่งฮวบเช่นนั้น

“ไม่ได้ทำอะไรเลยอยู่ครึ่งปี” คุณป๋อเล่า “ก็เลยตัดสินใจไปแคสงานกับ “พี่เอ-ศุภชัย” ที่ชวนเรามาตลอด ก็ได้ทำงานละครเรื่องแรกตอนนั้น (เก็บแผ่นดิน)”

“เริ่มเรียนการแสดงกับ “ครูเล็ก-ภัทราวดี” หลังจากนั้นก็ถูกให้ไปทำงานกับกอง “อาตู่-นพพล” ไปฝึกภาคปฏิบัติตรงนั้นเลย ทั้งหมดเป็นครูพักลักจำ แต่ต้องบอกว่าในช่วงปีแรก ๆ ที่เรียนการแสดงตอนนั้นก็ยังทำไม่เป็น…”

“ทรมานมาก เล่นไม่ได้ ท้อมาก คิดว่าเลิกแล้ว” คุณป๋อพูดถึงความในใจหลังเริ่มงานชิ้นแรกไปได้ไม่นาน ด้วยเหตุผลแรกคือเรื่องอายุที่ ณ ตอนนั้นคือ 25 ปี ในขณะที่นักแสดงหน้าใหม่ที่เข้าวงการมาจะเปิดตัวที่อายุราว ๆ 17-18 เท่านั้น “เราเข้ามาช้ากว่าคนอื่น จะมีกำแพงความโปรเฟซชั่นนัลขึ้นมาระดับหนึ่ง แล้วในขณะนั้นเพื่อนเราก็เริ่มเป็นผู้จัดการแผนก เติบโตขึ้นเป็นผู้จัดการบริษัทนั้น บริษัทนี้กันแล้ว แต่เราเริ่มจากงานนักแสดงที่การันตีอะไรไม่ได้เลยไง”

“เพื่อน ๆ ก็ล้อว่าไม่ดังหรอกเป็นทำไม สุดท้ายก็ต้องไปเล่นละครเกรดไม่ดี เขาล้อเล่นก็จริง แต่เราก็คิดเหมือนกันว่าจะไปทางทรงนั้นหรือเปล่า เพราะที่บ้านก็ไม่อยากให้ทำ เรามีคำพูดอยู่เสมอว่า เราลงทุนกับการเรียนมาเกือบแปดปี วิศวกรสี่ปี่ครึ่ง เรียนที่อังกฤษอีกสามปี แล้วมาเริ่มศูนย์ใหม่กับการแสดง เราก็มักจะคิดว่าเราก้าวผิดหรือเปล่า เราเดินบนถนนแห่งความไม่แน่ใจมาตลอด แล้วทางนู้นที่เรากรุยทางมาตลอดแปดปีจะทำยังไง จะเหยียบเรือสองแคมไปก่อนหรือเปล่า เป็นช่วงแห่งความสับสน คุณแม่จะถามตลอดว่ามีละครเรื่องใหม่ไหมแม้กระทั่งช่วงที่ถ่ายอยู่ มีเงินใช้หรือเปล่า”

“ปีแรกไม่มีเงินเลย” คุณป๋อยอมรับ “จริง ๆ จบโทแล้วก็จะมีอีโก้ว่าไม่อยากยืมเงินที่บ้านมาใช้ ผมต้องยืมเงินพี่เอ-ศุภชัยเดือนละหมื่นห้า คือพี่เอก็ไม่มีตังค์ ก็ต้องไปยืมคนอื่นมาอีกทีนึง” คุณป๋อหัวเราะให้กับอดีต เพราะคุณเอเองก็เป็นผู้จัดการคุณป๋อคนแรก ในทางกลับกันคุณป๋อก็เป็นนักแสดงคนแรกที่คุณเอเป็นผู้จัดการเหมือนกัน

ผู้ชายคนนี้บอกกับเราว่าในละครเรื่องแรกที่ผ่านมาได้อย่างทุลักทุเลนั้น คือบทเรียนสำคัญในชีวิต เป็นเรื่องราวดี ๆ ที่น่าจดจำอยู่เสมอแม้จะเป็นช่วงที่ยากลำบาก และตัวเขาเองก็ยินดีที่จะมอบโอกาสที่เขาเคยได้รับให้กับนักแสดงหน้าใหม่

“ผมได้เงินมาหลังจากถ่ายละครเรื่องแรกก็เอาไปใช้พี่เอจนเหลือไม่กี่หมื่นเอง แต่นั่นก็คือจุดเริ่มต้นของชีวิต เป็นความทรงจำที่ดี มันสอนว่าบางครั้งเราก็ไม่ต้องรีบร้อนกับอะไรทุกเรื่องหรอก”

“พี่จะบอกกับแสดงรุ่นใหม่ ๆ ว่าไม่เป็นไร เราเคยเป็นแบบนั้น เราเคยได้รับโอกาสจากอ้อม-พิยดา, อาตู่-นพพล, กัปตัน-ภูธเนศ, หนุ่ม-อรรถพร หรือทุกคนในละครเรื่องแรก ที่ทุกคนให้โอกาสผม ผมเล่นได้สามเทคห้าเทค อาตู่ยังไม่พอใจ เจ็ด สิบ สิบห้าเทคผมก็เคยทำ เพราะฉะนั้น ณ วันนี้นักแสดงจะมีสิบเทคสิบห้าเทคผมก็ไม่เคยโกรธถ้าเขาตั้งใจทำงานแล้ว การเป็นมืออาชีพต้องฝ่าฟันแบบนี้แหละ วันหนึ่งน้อง ๆ เหล่านี้ก็จะต้องให้โอกาสคนใหม่ ๆ เหมือนกัน”

ถึงแม้ว่าคุณป๋อจะย้ำกับเราว่าในละครเรื่องแรกตัวเองจะต้องใช้ความพยายามอย่างสูงแค่ไหนนั้น ผลตอบรับกลับออกมาดีเกินคาด ด้วยการได้รับรางวัลท็อปอวอร์ดสาขานักแสดงดาวรุ่งชายยอดเยี่ยม

“ไม่คิดว่าจะได้นะ แต่อยากได้” คุณป๋อเล่า “พอได้รับรางวัลเราก็ไปเซย์ YES! กับตัวเองในส้วม และตัดสินใจได้ว่าจะไม่ต่อใบ กว. (ใบประกอบวิชาชีพวิศวกรรม) เพราะคิดว่าเรามาถูกทางแล้ว” และนี่คือจุดหักเหสำคัญในชีวิตที่คุณป๋อละทิ้งสิ่งที่ตัวเองศึกษามาตลอด เพื่อก้าวเข้าสู่โลกแห่งการแสดงอย่างเต็มตัว  “ตอนขึ้นรับรางวัลคุณแม่ก็ยังแซวว่าทำไมปากสั่น ทำไมใส่เสื้อสีนี้” เขาหัวเราะ “เพราะเขาตื่นเต้นกว่าเราอีก โม้ทั้งซอย”

”ก็อดทนทำจนได้มาเล่นเรื่องที่สองกับคุณกบ สุวนันท์ (ดั่งสวรรค์สาป) และก็มีโอกาสในเรื่องที่สามที่ได้แสดงร่วมกับคุณพลอยไพลิน เจนเซ่น (ดาวหลงฟ้า ภูผาสีเงิน) ซึ่งเป็นละครที่ทำให้เราประสบความสำเร็จมากที่สุด”

 

เพราะรางวัลคือเครื่องการันตีคุณภาพ “ป๋อ-ณัฐวุฒิ สกิดใจ” จึงคงมาตรฐานการทำงานของตัวเองอย่างเสมอมาภายใต้แนวคิดของตัวเองว่า “ไม่ห้าดาวไม่เล่น”

“ห้าดาว…มันต้องห้าดาว ถ้าไม่ห้าดาวมันทรมาณ” เขาย้ำถึงหลักการทำงานของตัวเอง “ถ้าเล่นได้สามดาวมันทรมาน ทุก ๆ ฉากที่เราเล่นต้องห้าดาว แต่พอเราโตขึ้นเราพอเข้าใจว่าบางฉากสามสี่ดาวก็ได้เพราะมีเรื่องของธุรกิจมาเกี่ยว เขาให้แค่นี้บางทีเราต้องยอม แต่ฉากที่เรากากบาทไว้ห้าดาว ต้องห้าดาว สิ่งที่เป็นต้นทุนนั้นคือการทำการบ้าน”

“ไม่ใช่เล่นอะไรก็ได้ เรากลับบ้านเที่ยงคืนก็ต้องอ่านบทเพื่อจะต้องรู้ว่าวันต่อไปต้องเล่นอะไร เราอ่านและกลืนลงไป พออยู่หน้าเซตเราก็ค่อย ๆ คายออกมา การอ่านบทหน้าเซตคือดูรายละเอียดเพิ่มเติมเท่านั้น ไม่ใช่การมาท่องหน้ากอง”

อย่างในเรื่องด้ายแดง ละครเรื่องล่าสุดที่ต้องประกบกับนักแสดงแถวหน้าอีกหลายคนก็เช่นกัน นับเป็นอีกหนึ่งบทละครคุณภาพที่คุณป๋อจะได้แสดงความสามารถออกมาอีกครั้งให้คนอื่นได้ประจักษ์ การได้เล่นกับนักแสดงที่มาตรฐานสูง “ทำให้เราต้องยกเลเวลเราขึ้นไปอีก เพราะมีรุ่นพี่ ๆ ระดับสูงอยู่เต็มไปหมด” คุณป๋ออธิบายเพิ่มเติม “มันก็เลยกลายเป็นว่าเจ๋งว่ะ… ไม่ค่อยได้เล่นกับคนโหด ๆ เหล่านี้มานาน พยายามจะเก็บอาการ พอเริ่มเล่นไปก็กลายเป็นความสนุกในการทำงานกับคนเก่ง ๆ ละ”

“ผมมั่นใจว่าเวลาเราทำงานเราจะมีมาตรฐานของเรา เราเชื่อว่าคนดูเมื่อได้ดูเรื่องนี้แล้ว จะรู้สึกว่าการแสดงของเรามันถูกยกระดับขึ้นมาโดยปริยายครับ”

ติดตามความเข้มข้นของด้ายแดง กับปมปัญหาสุดเข้มข้นของป๋อ ณัฐวุฒิ ในตัวละครหลงเหว่ย พร้อมด้วยนักแสดงชั้นนำมากมายได้ ทุกวันจันทร์-อังคาร ทางช่อง 3 เวลา 20.20 น.

Comments