Home Happening “พัดชา” เพราะความบังเอิญ จึงมีวันนี้

“พัดชา” เพราะความบังเอิญ จึงมีวันนี้

“พัดชา” หรือชื่อเต็ม ๆ “พัดชา เอนกอายุวัฒน์” นักร้องจากเวทีประกวดชื่อดังที่หายหน้าหายตาไปนาน ทิ้งไว้แต่ผลงานเพลง “เจ้าชายของฉัน” “ช้าไปไหมเธอ” “ไม่เสียใจ…ที่ได้รักเธอ” ให้แฟน ๆ ได้คิดถึง มาวันนี้เธอกลับมาอีกครั้งกับผลงานเพลง “ไม่รู้ใช่เธอไหม” จากจุดเริ่มต้นการเป็นนักร้องจากความบังเอิญถึงวันนี้ ชีวิตเธอต้องผ่านอะไรและมีสิ่งใดที่เปลี่ยนแปลงไปบ้าง?

 

จุดเริ่มต้นในสายอาชีพนักร้องของพัดชาคงต้องย้อนกลับไปถึงสมัยมัธยม จุดหักเหหลักในชีวิตเกิดขึ้นเมื่อเพื่อน ๆ ของพัดชาต่างรู้ตัวกันหมดแล้วว่าจะเรียนอะไรต่อ “มีแต่เราที่ลอย ๆ” เธอพูดถึงความคิดของตัวเอง “แล้วก็รู้สึกว่าคณะที่เพื่อน ๆ เลือกกันก็ไหวแหละ แต่นิเทศก็ยังไงดีนะ อักษรก็ยังไงดีว้า แล้วก็บังเอิญมาเจอว่ามีดุริยางคศิลป์เปิด ก็ลองดูแบบดิบ ๆ ทั้งอย่างนั้นแหละ”

จากประสบการณ์ที่ไม่เคยเรียนร้องเพลงมาก่อน กับการสนับสนุนของคุณแม่ที่ให้พัดชาลองดู ในที่สุดเธอก็ได้ก้าวเข้ามาสู่โลกของเสียงเพลงแบบไม่ทันได้ตั้งตัว

“คุณพ่อก็เป็นนักดนตรีด้วยนะ พ่อบอกไว้ว่าอย่าทำเลย” เธอหัวเราะ “แต่บังเอิญพ่อไม่อยู่ดุแล้ว คุณแม่เลยให้ลอง…ปรากฎก็สอบติด ก็เป็นก้าวแรกสุดเลย เหวอเหมือนกันนะ เป็นการตัดสินใจในช่วงสามสี่เดือนเอง”

“พอได้เข้าไปเรียนแล้วก็รู้สึกว่ารุ่นพี่ทุกคนเก่งหมดเลย” เธอเล่าไปขำไปถึงอุปสรรคทางการเรียนด่านแรก เพราะทุกคนล้วนแล้วแต่เอาดีทางด้านดนตรีมาก่อนทั้งนั้น “ต่อมาพอเราเข้าประกวดที่เน้นทางดนตรีป็อปซึ่งเราเน้นเรียนคลาสสิกมา ก็งง ๆ ว่าทำไมเขาถึงจัดเราไปอยู่ในหมวดดีว่า เราก็จะได้โจทย์เพลงมหาโหดมากมาย อุปสรรคอันต่อมาเลยอยู่ตรงที่เราถูกเอาไปไว้ในตำแหน่งที่ยาก ๆ หลังจากนั้นเราก็ปิดกั้นตัวเองเลยนะ ไม่กล้าเรียกตัวเองว่านักร้องจนอายุ 25”

“เพราะเราถูกนำไปวางไว้ในที่ที่เราไปไม่ถึงเสมอ” น้ำเสียงของเธอกลับมาจริงจังอีกครั้ง “ตอนเข้าคณะก็รู้สึกเด๋อกว่าคนอื่นเขา ทฤษฎีก็ศูนย์ ประวัติก็ศูนย์ ร้องจำเอาอย่างเดียวไม่มีพื้นฐานอะไรเลย ไปเรียนก็เจอทุกคนเรียนร้องเพลงมา ไม่ค่อยเข้าใจว่าต้องทำตัวยังไง”

“แล้วเมื่อถูกวางไว้เป็นดีว่า…” เธอเว้นไปสักครู่ “ดีว่าในสายตาเราคือคุณแม่ ๆ ๆ ทั้งนั้นเลย เรารู้สึกว่าเราไปไม่ถึง แล้วตอนทำงานตอนอายุยี่สิบ เราไปเจอศิลปินรุ่นพี่รุ่นแม่ที่มีพลัง ในขณะเพลงเรายังป็อป ๆ เจ้าชายของฉันอยู่เลย อย่างเราเต้นเสร็จเราก็ต้องจบด้วย I Will Always Love You จนงงว่าทำไมเราถึงถูกเอาไปวางไว้ตรง Young Diva ว้าาาา” พัดชาลากเสียงสูง “ก็จะนอย ๆ คนจะมองว่าเรามั่นใจในตัวเอง แต่เมื่อกลับมาในพื้นที่ตัวเองคือไม่ใช่ นานมากกว่าจะยอมรับ”

“เราเพิ่งรู้ว่าคนรู้จักเราเยอะตอนเพลงช้าไปไหมเธอดังจนหายดังแล้ว มันเป็นช่วงที่ถามตัวเองว่ายังอยากทำอะไรอยู่อีกหรือเปล่า เราใช้เวลาเจ็ดปีในการเรียนจบเพราะเรียนไปทำงานไปด้วย หลังจากนั้นจึงมีความมั่นใจว่าเรามีความรู้ประมาณหนึ่งที่จะยืนบนเวทีได้โดยไม่ประหม่า ก็คุยกับตัวเองว่าคงเป็นนักร้องแล้วแหละ”

“อันที่จริงชอบ Easy Listening ซอฟท์ ๆ เบา ๆ” พัดชาตอบเมื่อเราถามถึงสไตล์เพลงที่เป็นตัวตนเธอจริง ๆ
“พอเราโตถึงอายุ 25 เราก็รู้ว่าตัวเองทำอะไรมาบ้าง ชอบอะไร คนอื่นเห็นเราเป็นยังไง ซึ่งมันไม่ตรงกันสักอัน ตอนเด็ก ๆ เป็นเจร็อกแต่งคอสเพลย์ เขียนตา ปากฟ้า ชุดกระโปรงพอง โชคดีที่เพลงช้าไปไหมเธอมันเจอกันครึ่งทางกับตัวเรา โอเค…พัดชาเป็นดีว่าที่ไม่ R&B จัดนะ เรารู้แล้วว่าเราต้องหาพื้นที่ที่จะมีความสุขกับมันให้ได้ ก็อ่ะ…ลงตัวได้ว่าเก็บเจร็อกไว้ที่บ้าน เพลง Easy Listening เอาไว้เวลาเสร็จงานเนอะ เวลาทำงานก็ใช้ศักยภาพของเราให้เต็มที่”

“การร้องเพลงสำคัญที่สุด” เธอพูดถึงความสำคัญของสิ่งที่เธอทำอยู่ทุกวันนี้ ที่เป็นไฟขับเคลื่อนให้เธอยังเป็นนักร้องอยู่ “แต่ไม่นับแม่นะ เรียงเลย แม่, เพลง, เพื่อน, แฟน”

“เวลาอยู่กับเพลงเราเป็นอะไรก็ได้ เป็นเกิร์ลกรุ๊ป ดีว่า-ร็อก แล้วดูเหมือนคนจะเข้าใจความรู้สึกเรามากกว่าเวลาพูดตอบคำถามปกติ ความสำคัญสำหรับพัดคือ มันเป็นช่องทางส่งความรู้สึกไปหาคนฟังโดยไม่มีกำแพงกั้นระหว่างเรา”

ในช่วงที่เธอหายหน้าหายตาไป ก็คงเป็นช่วงที่แฟน ๆ เริ่มถามหาผลงานใหม่ของเธอกันแล้ว และในช่วงสุญญากาศของการทำงานนั่นเอง ที่พัดชาเรียกมันว่า “วิกฤติชีวิตวัยกลางคน”

“มันก็จะมีช่วงวิกฤติชีวิตนิดหน่อยที่เราหมดสัญญากับที่เก่า พอต้องออกมาดูแลตัวเองก็พบกับโลกความเป็นจริง เจอต่อราคาแล้วเราจะตอบว่ายังไงวะเนี่ย” เธอหัวเราะขึ้นมาอีกครั้ง “ตัวจริงเป็นคนใจอ่อนเว้ย! เรารู้ว่าเราไม่สามารถดีลกับสิ่งเหล่านี้ได้โดยตรง แล้วถ้าไม่มีค่ายก็ไม่มีเพลงใหม่หรือเปล่า ถ้าทำเพลงเอง ช่องทางที่เราจะปล่อยจะเป็นยังไง…เครียด ช่วงนั้นเราก็ต้องพอเพียงประมาณหนึ่ง ก็ปล่อยไหล นอยไปก่อน คิดไม่ตกก็ไม่ต้องคิด”

ในช่วงเวลาที่ผ่านมาหลังจากได้คิดสะระตะกับตัวเองว่าจะสามารถเดินทางในเส้นทางสายอาชีพนี้ได้จริง ๆ หรือ? “เรียนก็เรียนทางนี้ มีความสุขกับสิ่งนี้ที่สุด” เธอตอบคำถามที่เธอถามตัวเอง “เรารู้ว่าอาชีพนี้ไม่ได้เป็นเศรษฐีเหมือนตอนเด็ก ๆ แล้วนะ มันเป็นอาชีพคนจริง ๆ ต้องบริหารจริง ขยันจริง มันเป็นอาชีพที่มีครบทุกอย่างยังไง แต่ไม่มีดวงคือจบ ซึ่งมันเป็นจุดสุดท้ายที่เราต้องปล่อยให้เป็นไป เราไหวเปล่าวะ? เราพยายามทำตัวเองให้อยู่ให้จริงได้ที่สุด วันไหนอยู่ไม่ไหวก็ไม่เรียกว่าท้อนะ เรียกว่าขอไปพักก่อน ไม่เคยคิดจะหยุดร้องเพลงเลย”

“ก่อนที่จะมาเจอค่ายมิวสิคครีมเราก็รู้สึกว่าต้องพร้อมมาก่อน จุดที่ผลักคือเราเห็นว่าความเป็นจริงมันยังมีพื้นที่สำหรับเราอยู่ เราไม่ต้องเหมือนคนอื่นที่เห็นในอินสตาแกรมที่ออกงานเยอะ ๆ เราอยู่ได้หรือเปล่าด้วยเงินเท่านี้ โอกาสเท่านี้ งานเท่านี้ เรารักอย่างอื่นเท่านี้หรือเปล่า พอคิดแบบนี้แล้วมันดีมากเลยนะ มันสอนให้เรารู้ว่าหนึ่งงานมันแฮปปีขนาดไหน” เสียงของพัดชาเปี่ยมไปด้วยความสุขกับบ้านใหม่หลังนี้ “ไม่ได้เข้าห้องอัดนานแล้ว พอมาทำซิงเกิลนี้พี่ ๆ เขาก็มีวิธีทำให้เรากลับคืนมาได้”

“พัดตกลงกับแฟนไว้ว่าจะอยู่ตรงนี้ให้นานที่สุด อุตส่าห์กลับมามีซิงเกิลเองแล้วก็เห็นฟีดแบ็ค ในชีวิตจริงพัดอยากร้องเพลงไปจนแก่เลยนะ ทุกวันนี้ได้มีโอกาสทำงานกับรุ่นพี่ รุ่นน้า รุ่นป้า รุ่นอาเยอะ ๆ ขึ้น เราก็จะเห็นรีวิวชีวิตนักร้องหลายเวอร์ชัน มันทำให้เราวางแผนได้ว่าโตไปอยากเป็นอย่างเขาไหม”

“จนกว่าจะมีอะไรต้องเปลี่ยนค่ะ” เธอทิ้งท้าย

ขอบคุณสถานที่ : Folk Poshtel Asok

Comments