Home Happening “แจ๊คกี้ – ปอร์เช่” สองหนุ่มเสียงดี ที่ไม่ได้มีดีแค่หน้าตา

“แจ๊คกี้ – ปอร์เช่” สองหนุ่มเสียงดี ที่ไม่ได้มีดีแค่หน้าตา

หากใครยังจำความโด่งดังและเสียงร้องอันจับใจของหน้ากากหลวิชัยและหน้ากากคาวีจากรายการ “The Mask Singer” ได้ล่ะก็…คงต้องจำความรู้สึกประหลาดใจที่เมื่อเฉลยแล้วรู้ว่าบุคคลใต้หน้ากากทั้ง “ปอร์เช่-ศิวกร อดุลสุทธิกุล” และ “แจ๊คกี้-จักริน กังวานเกียรติชัย” ว่าทั้งสองจะมีความสามารถด้านการร้องเพลงถึงขนาดนี้ สบโอกาสที่เราอยู่กับทั้งคู่ตอนนี้พอดี เลยถือโอกาสพูดคุยถึงเรื่องร้องเพลงกับทั้งสองคนเสียเลย

 

“ปอร์เช่” และ “แจ๊คกี้” สมาชิกวง “TRINITY” ของทางค่าย 4NOLOGUE ที่เพิ่งจะปล่อยซิงเกิลออกไปหมาด ๆ แต่ก่อนหน้านั้นทั้งคู่ได้เป็นนักร้องดูโอ้บนเวทีรายการร้องเพลงชื่อดัง “The Mask Singer” ที่ทำให้เราอึ้งและทึ่งกับความสามารถด้านนี้ของพวกเขา

ที่มาที่ไปที่ทั้งคู่มาร้องเพลงด้วยกันได้มาจากไหนน่ะหรือ ทั้งคู่ตอบพร้อมกันว่า “เกิดจากคิวว่างพร้อมกันสองคนครับ” โอ…สรุปแล้วมันเกิดจากความบังเอิญหรือไร “จะถือว่าเป็นความบังเอิญก็ได้ครับ” แจ๊คกี้เสริมต่อ “อย่างเวลาออกอีเว้นท์ก็ไปสองคนบ่อย เลยมีเคมีเข้ากันอยู่แล้ว”

“ผมชอบแร็ปตั้งแต่เด็ก แต่ว่าไม่เคยร้องจริงจังขนาดนี้มาก่อน” ปอร์เช่เล่า “รายการ The Mask Singer เลยเป็นครั้งแรกที่ร้องจริงจัง เลยรู้สึกดีที่ได้ร้องครับ”

ก็คงต้องถามไถ่กันต่อว่าแล้วอย่างนั้นไอดอลด้านการร้องเพลงของทั้งคู่คือใคร?

แจ๊คกี้ตอบก่อนว่า “ตอนนี้ก็มีนะครับเป็น ‘Dimash’ (เสริม: Dimash Kudaibergen นักร้องและนักแต่งเพลงชาวคาซัคฯ ที่ไปโด่งดังบนเวทีประกวดร้องเพลงที่ประเทศจีน) ผมชอบนะครับ ผมว่าเขาเก่งและอินเนอร์ดีด้วยแต่ผมไม่ใช่แนวนั้นนะครับ แค่ชอบเฉย ๆ”

ในขณะที่ปอร์เช่เลือก “Brunor Mars” เป็นไอดอลด้านการร้องเพลง และพูดถึงตัวเองสมัยก่อนว่า “ตอนเด็ก ๆ ผมไปคาราโอเกะก็จะชอบร้องเพลงพี่โจอี้บอย, บุดด้าเบลส แต่ไม่ได้รู้สึกว่าเราชอบแร็ปเพราะเราทำมาบ่อย พอโตมาก็ไม่คิดว่าตัวเองจะมาสายนี้ ยังไม่รู้ตัวเองมากกว่าด้วยว่าเราชอบแร็ป”

เราถามเขาว่าแล้วทำไมถึงชอบแร็ป แต่ตอบด้วยเสียงกระซิบว่า “ไม่ทราบเหมือนกันครับ”

“ผมเพิ่งนึกออกว่าโรงเรียนผมมันมีคาบ Speech ของเด็กอินเตอร์ แล้วเขาให้ทุกคนแต่งบทพูดภาษาอังกฤษมาแล้วให้พูดโชว์หน้าห้อง ผมเลยแต่งแร็ป” ปอร์เช่หัวเราะ “ผมถามอาจารย์ว่าได้หรือเปล่า เขาก็ตอบว่าได้ ๆ ๆ ลองดู ก็โอเคนะครับ”

เราให้ทั้งสองคนพูดถึงอีกคนว่าเอกลักษณ์ของอีกฝ่าย ว่าเป็นอย่างไรในสายตาของเขา เพราะถ้าให้พูดถึงตัวเองแล้วล่ะก็…ทั้งสองต่างก็ทำหน้าอธิบายไม่ถูก

แจ๊คกี้ตอบสั้น ๆ ถึงสไตล์ของปอร์เช่ว่า “มันเป็นสิ่งเฉพาะตัวของเขา ก็เรียกว่าแร็ปปอร์เช่” ในขณะที่ปอร์เช่พูดถึงแจ๊คกี้ว่า “เอกลักษณ์ของแจ๊คกี้เหรอ…มันคือความกระเส่า มันคือความเศร้า ผมรู้สึกอย่างนั้นนะเวลาร้องเพลงเศร้าจะเข้าถึงอารมณ์”

ถ้าอย่างนั้นทั้งสองคนจูนกันยังไง?

“ไม่มีเลยนะ” ปอร์เช่ตอบ “คือมันก็มีบ้างเวลาร้องเพลงเดียวกัน ผมว่ามันดีตรงที่โทนเสียงมั้ง” (มีเสียงเสริมจากแจ๊คกี้เป็นระยะ ๆ ว่า “ใช่ใช่ใช่”) พอมันอยู่ด้วยกันแล้วมันฟังดูโอเค อย่างเวลาผมแร็ป ผมก็แร็ปได้เต็มที่โดยไม่ต้องดัดให้เข้ากับเสียงแจ๊คกี้ จริง ๆ แร็ปก็มีหลายสไตล์ ผมจะเป็นสายที่เล่นคำไทยสลับอังกฤษมากกว่า แต่ตอนนี้กำลังฝึกไทยล้วนผสมความหมายมากกว่า”

แจ๊คกี้เสริมด้านแนวเพลงของตัวเองต่อขึ้นมาว่า “ผมรู้สึกว่าไม่มีสไตล์การร้องตายตัว ส่วนตัวผมชอบฟังเพลงแนวอินดี้ ป็อป อาร์แอนด์บี แต่ไม่ได้ฟิกซ์ว่าจะต้องเป็นสไตล์ไหน ผมอยากจะลองให้ทุกสไตล์ อยากลองร้องให้ได้หมดทุกแบบ”

ทั้งสองคนยอมรับว่าจากการที่ต้องร้องเพลงคู่กัน มันทำให้เขาสองคนสนิทกันมากขึ้นในระดับที่เรียกว่าเข้าใจกันโดยที่ไม่ต้องคุยกันก็ได้ และในเมื่อสนิทกันแล้ว เราจึงขอให้ต่างคนต่างเมาท์อีกฝ่าย…

“คนภายนอกจะมองพี่เช่เป็นคนเรียบร้อย เป็นผู้ดี” แจ๊คกี้ชิงเล่าก่อน “ซึ่งความจริง…หลังจากสี่ทุ่มเป็นต้นไปพี่เช่จะเป็นคนที่มีความบ้าคลั่งออกมา องค์จะเริ่มลงละ…อารมณ์จะแกว่ง จะมีเฮฮา บางครั้งก็หงุดหงิด บางครั้งก็บ้า สลับไปสลับมา โอ้ว….ทำได้ไงอ่ะ”

“คือปกติผมจะเป็นคนนอนเร็วครับ” ปอร์เช่รีบแก้ต่าง “พอเลยเวลานอนก็ต้องปลุกตัวเอง แล้วอารมณ์มันจะไม่นิ่ง จะดีด บางทีก็เฮฮา รำในห้องซ้อมก็มี ผมยังงงตัวเองเลยครับ” เขาหัวเราะ “หลังจากนั้นก็คือนอนตายครับ”

“ส่วนแจ๊คกี้เขาจะสลับกับผม” ปอร์เช่เริ่มเมาท์กลับ “แจ๊คกี้จะเป็นคนที่ตอนบ่าย ๆ เย็น ๆ จะ…’พี่เช่ พี่เช่ซ้อมก่อนเลยนะเดี๋ยวผมแปบนึง ชาร์จพลังก่อน’ เขาเป็นคนที่หลังเที่ยงคืนตีสองถึงตีห้าพลังจะมาจากไหนไม่รู้ครับ เคยเห็นเวลาเด็กสิบขวบวิ่งเล่นได้ทั้งวันไหมครับ? นี่เลยตอนตีห้า ‘เอิ้ว ๆ ๆ พี่เช่เอาไหม ๆ’ ผมก็…แปบนึง..เดี๋ยวไปเพราะเริ่มไม่ฟังก์ชันแล้ว ตาแดงแล้วครับ”

ถึงตอนนี้เรามีเบื่อร้องเพลงบ้างไหม?

“ไม่เคยเลยครับ” ทั้งคู่ตอบพร้อมกันอย่างน่าอัศจรรย์ “มีแต่เบื่อตัวเองที่ทำไม่ได้ครับ….ก็ต้องทำให้ได้” ปอร์เช่กล่าว “แต่ถ้าทำได้แล้วมันจะรู้สึกโล่งมาก ๆ เลยครับ” แจ๊คกี้ตอบต่อเป็นลูกคู่

ซึ่งสิ่งที่สปาร์คทั้งคู่ขึ้นมาหลังจากเบื่อตัวเองก็คือ “ความไม่อยากเห็นตัวเองทำไม่ได้” จนทุกครั้งที่เริ่มเบื่อพวกเขาก็ลุกขึ้นมาพยายามอีกครั้ง

และในความคิดเห็นของทั้งคู่นั้น ในฐานะนักร้องการร้องเดี่ยว คู่ กลุ่ม มันมีความยากหรือง่ายต่างกันอย่างไร?

คำถามนี้แจ๊คกี้ตอบว่า “การร้องเดี่ยวมันจะเป็นการที่เราไม่มีคนอื่นมาช่วยซัพพอร์ทในหลาย ๆ ด้าน เช่น เราร้องเดี่ยวในเพลงที่มีท่องแร็ปหรือท่อนต่ำมาก ๆ หรือท่อนที่เราไม่ถนัด อย่างการร้องคู่ถ้าเราซิงค์กันมันจะสบายมาก ๆ ครับ แต่ถ้าสมมุติว่ามันเป็นการร้องกลุ่มแต่ไม่ซิงค์กัน มันก็จะเป็นการร้องที่ยากหน่อย เพราะต่างคนต่างก็ร้องคนละแบบ แต่ถ้าซิงค์กันแล้วทุกอย่างก็ง่าย”

“พอเป็นเพลงเดี่ยวก็จะเป็นเพลงที่พอดีกับตัวเอง” ปอร์เช่เสริมจากคำตอบนั้นต่อด้วย “พอมีหลาย ๆ คนขึ้นมาก็จะมีหลาย ๆ โทนที่ให้คนอื่นมาเสริมได้ จะไม่เหมือนกัน เราก็ไม่ต้องกังวลแทนคนอื่น เวลาเราซิงค์กันสี่คนจะรวมกันเหมือนเป็นคนเดียว ไม่ได้ง่ายหรือยากขึ้นนะครับ แต่สบายใจขึ้นกว่าเดิม”

ปิดท้ายด้วยคำถามสำคัญคือ…เป็นทั้งนักแสดงมาด้วยแล้วตอนนี้ก็มาเป็นนักร้อง บทบาทหน้าที่ที่เพิ่มเข้ามาทำให้เหนื่อยขึ้นหรือไม่?

“มันไม่เหนื่อยขึ้นครับ” ปอร์เช่ตอบ “มันเหมือนเราพูดได้หลายภาษาครับ พอเราได้ใช้มันเรื่อย ๆ ได้พูดเรื่อย ๆ ก็ไม่มียากขึ้นหรือง่ายขึ้นครับ” แจ๊คกี้เสริมคำตอบนี้ด้วยการพยักหน้าให้เราพร้อมรอยยิ้ม

อย่าลืมติดตามผลงานของทั้งคู่ในฐานะศิลปินกลุ่มน้องใหม่นามว่า “TRINITY” ได้กับ MV เพลงล่าสุด “Haters Got Nothing” ที่เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์แล้วว่าในเรื่องการร้องเพลงนั้น…ทั้งสองคนไม่แพ้ใครแน่นอน

Comments