Home Happening ประชาธิปไตยที่ในระบบที่ถูกแช่แข็ง “ไอติม พริษฐ์ วัชรสินธุ”

ประชาธิปไตยที่ในระบบที่ถูกแช่แข็ง “ไอติม พริษฐ์ วัชรสินธุ”

“ไอติม พริษฐ์ วัชรสินธุ” นักการเมืองรุ่นใหม่ผู้เป็นที่รู้จักมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการเลือกตั้งครั้งสำคัญของประเทศที่ผ่านพ้นไปเมื่อต้นปี ด้วยฐานะการเป็นหลานของนักการเมืองชื่อดัง รวมถึงอุดมการณ์ของตัวเองและพรรคที่เคยสังกัดอยู่ มาในวันนี้หลังจากเลือกที่จะลาออกจากพรรคเดิมแล้ว เขามีมุมมองและความคิดเห็นทางการเมืองอย่างไร?

 

หลังจากลาออกจากงานประจำเพื่อมาทำงานด้านการเมืองอย่างเต็มตัว เขายอมรับว่าช่วงแรกนั้นการปรับตัวเป็นสิ่งที่ยากลำบากอยู่พอสมควร เพราะทุกคำพูด ทุกการกระทำจะส่งผลกระทบเสมอ และในฐานะของนักการเมืองที่มักตกอยู่ในสนามอารมณ์อยู่บ่อยครั้ง จึงเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องเผชิญกับถ้อยคำรุนแรงทั้งเชิงบวกและลบ “อาชีพนักการเมืองต้องเปิดใจให้กว้างมาก ๆ อยู่แล้ว มันจะยากในตอนแรกแต่มันต้องทำได้” เขากล่าว

แต่กระนั้นเองตัวของไอติมก็ยังคงต้องยอมรับความอยุติธรรมของสังคมที่ตัดสินเขาจากการเป็นลูกหลานใครอยู่ดี  “เข้ามาทำงานการเมืองก็มีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบ เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เราเป็นลูกหลานใครถึงได้เข้ามา ผมจึงพูดเสมอว่าอย่าเพิ่งรักผมไวเกินไป ให้ดูจากสิ่งที่ผมทำเพื่อสังคมดีกว่า”

มาถึงสนามการเลือกตั้งที่ดุเดือดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่ทำให้ชื่อของ “ไอติม พริษฐ์ วัชรสินธุ” แพร่หลายในโลกออนไลน์มากขึ้นกว่าที่เคย “หลายคนคาดหวังว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะนำไปสู่สิ่งใหม่ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง ปัญหาทุจริตที่เคยมีมาจะลดน้อยลง” เขาพูดถึงความหวังของคนไทยส่วนใหญ่ก่อนที่จะเสริมต่อว่า “แต่ผมไม่มั่นใจว่าความคาดหวังที่แต่ละคนเคยมี ทุกคนจะได้รับมันอย่างเต็มที่”

เขายังเล่าต่อถึงเหตุผลที่ประชาธิปไตยในประเทศเราไม่ไปไหนสักที เพราะอะไร? เพราะมิติของระบบที่ไม่เป็นกลาง กติกาที่ไม่ชอบธรรม ตรวจสอบไม่ได้ และไหนจะเรื่องรัฐประหารที่เกิดอยู่บ่อยครั้ง

นอกจากนั้นยังมีมิติของสังคมเกี่ยวกับการรับรู้เรื่องความสำคัญของประชาธิปไตย แต่โชคยังดีที่แม้มิติของระบบข้างต้นจะถูกแช่แข็งไว้ แต่มิติของสังคมนี้ยังเดินหน้าต่อไป “เห็นได้ชัดเลยว่าในขณะที่ระบบมันหยุด แต่สังคมมันเดินหน้าและตื่นตัวมากขึ้น ด้วยอิทธิพลของ social media ทำให้คนได้รับข้อมูลข่าวสารมากกว่าเดิม เราได้เห็นคนรุ่นใหม่เถียงกับพ่อแม่มากขึ้นว่าสิ่งใดดีสำหรับประเทศ”

 

ฉะนั้นเขามีไอเดียกับการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาอย่างไร? ไอติมยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า “คำถามนี้วิชาการมาก ๆ ที่ผมยังไม่ตกผลึกและการหาตรงกลางมันค่อนข้างยากเหมือนกัน”

“ยกตัวอย่างอังกฤษ” เขาอธิบาย “อังกฤษไม่มีบัญชีรายชื่อ 500 เขต ทุกคนแข่งกันในเขต ตามความเป็นจริงอาจจะมีพรรคการเมืองหนึ่งที่ชนะทุกเขตแค่คะแนนเดียวก็ได้ แต่ได้ที่นั่ง ส.ส. ในสภาทั้งหมด กลายเป็นว่าผูกขาดเสียงในสภาแม้ว่าจะได้แค่คะแนนเดียว อีกระบบหนึ่งคือมีแต่บัญชีรายชื่อ ทั้งประเทศก็เลือกพรรคไป ถ้าพรรคนั้นได้ 20% ของคะแนนก็จะเป็นคะแนนของ ส.ส. ก็จะถือว่าหนึ่งคนมีหนึ่งเสียงเท่ากัน ซึ่งของไทยพยายามจะรวมทั้งสองอย่างเข้าด้วยกัน”

“การมีบัตรใบเดียวก็เป็นอีกปัญหาหนึ่ง เช่น เราอยู่ในเขตที่คนนี้ทำงานดีมาก แต่เราไม่ชอบแคนดิเดตนายกฯ ก็เหมือนเป็นการถูกบังคับให้เลือกไปโดยปริยาย”

เมื่อเราถามถึงการปัดเศษคะแนน ส.ส. ทำให้พรรคที่ได้คะแนนไม่ถึงเกณฑ์กลับที่มีนั่งในสภา เขาตอบถึงประเด็นอื้อฉาวนี้ว่า “ทั้งหมดที่คุยกันมามันคือการเลือกครับ เลือกว่าจะกินปลา กินหมู กินไก่ ข้อดีข้อเสียมันก็ต่างกันไป แต่เรื่องของปัดเศษมันคือ การที่เราเลือกหมู แต่เราได้กินไก่ ถ้าเราดูจากข้อกฎหมายแล้วมันผิดเจตนาตั้งแต่แรกครับ”

“เรายังเชื่อมั่นในรัฐสภาได้อยู่อีกหรือไม่?” เป็นคำถามสำคัญที่ทุกคนอาจจะถามอยู่ในใจ ซึ่งแม้ว่าเราจะสงสัยในความเป็นกลาง ความยุติธรรมและความโปร่งใสในช่วงนี้ แต่ในฐานะคนรุ่นใหม่ ไอติมอยากให้ทุกคนสู้ไปด้วยกันเพื่อต่อกรกับสิ่งนี้ “ผมเชื่อในรัฐสภาอยู่แล้ว” เขายืนยันอุดมการณ์ของเขา “มันคือพื้นที่ที่เป็นตัวแทนของประชาชนจริง ๆ เราจึงต้องสู้ในฐานะนักประชาธิปไตยรุ่นใหม่ที่อยากเห็นประเทศไทยเดินหน้า” ผมยังเชื่อว่าการต่อสู้ที่ยุติธรรมที่สุดและทำให้ประเทศเดินหน้าที่สุด คือการต่อสู้ในรัฐสภาครับ”

แล้วอาวุธคืออะไร?

“ต้องให้การศึกษา เราควรให้ความสำคัญกับทักษะ ความรู้กฎหมายเบื้องต้น ภาษีเบื้องต้นกับประชาชน เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นอาวุธให้เราทั้งหมดครับ“

 

ขอบคุณสถานที่ : Quaint Bangkok : Brasserie Bar Venue

ขอบคุณเสื้อผ้าจากแบรนด์ POEM

Comments