Home Space Actually ทั่วโลกตื่นเต้น! ไทยค้นพบ “ไดโนเสาร์กินเนื้อขนาดยักษ์” พันธุ์ใหม่สุดของโลก

ทั่วโลกตื่นเต้น! ไทยค้นพบ “ไดโนเสาร์กินเนื้อขนาดยักษ์” พันธุ์ใหม่สุดของโลก

ทีมนักบรรพชีววิทยานำโดย “ดร.ดวงสุดา โชคเฉลิมวงศ์” พบซากฟอสซิลไดโนเสาร์กินเนื้อ สปีชีส์ใหม่ล่าสุดในสกุล “คาร์คาโรดอนโทซอรัส” (Carcharodontosaurus) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า ‘Siamraptor Suwati’ (สยามแร็พเตอร์) จากแหล่งขุดค้นในจังหวัดนครราชสีมา

 

เป็นข่าวดังไปทั่วโลก เมื่อสื่อยักษ์อย่าง CNN ตีข่าวการค้นพบไดโนเสาร์นักล่าที่มีฟันแหลมคมดุจดั่งฉลาม โดยคนไทย ในเขตประเทศไทย [อ้างอิง]

 

การค้นพบดังกล่าว เป็นโครงการร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา และมหาวิทยาลัยฟูกุอิของญี่ปุ่น โดยทาง โซกิ ฮัตโตริ หนึ่งในทีมงานนักบรรพชีวินวิทยาจากญี่ปุ่น  บอกว่าไดโนเสาร์ที่ขุดพบชื่อสยามแรปเตอร์นี้ อาจเป็นไดโนเสาร์นักล่าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในถิ่นอาศัยของมัน และอาจเป็นไดโนเสาร์นักล่าที่ตัวใหญ่ที่สุดในยุคนั้น

ซากฟอสซิลที่พบนี้ ปรากฏขึ้นในแหล่งขุดค้นในชั้นหินหมวดหินโคกกรวด บริเวณบ้านสะพานหิน ตำบลสุรนารี อำเภอเมืองนครราชสีมา มีอายุเก่าแก่ราว 115 ล้านปี

เป็นชิ้นส่วนกระดูกที่มีตั้งแต่ส่วนของกะโหลก กระดูกสันหลัง กระดูกขาหลัง หาง และกระดูกสะโพก จากไดโนเสาร์อย่างน้อย 4 ตัว เมื่อนำมาประกอบกัน ก็จะได้ไดโนเสาร์ยักษ์ที่ไม่เคยพบที่ไหนมาก่อนบนโลก คาดว่ามีความยาวจากหัวถึงหางอย่างน้อย 8 เมตร

อ.ฮัตโตริ อธิบายเพิ่มเติมว่า ฟันของคาร์คาโรดอนโทซอรัสเป็นลอนคลื่น และคมมากไม่ต่างจากฟันของปลาฉลาม ซึ่งพบฟันลักษณะนี้ในฟอสซิลส่วนหัวของสยามแรปเตอร์ นั่นหมายถึงมันเป็นหนึ่งในสกุลคาร์คาโรดอนโทซอรัสที่เป็นนักล่าอันดับสูงสุดของยุคอย่างไม่ต้องสงสัย

ก่อนหน้านี้ ฟอสซิลของไดโนเสาร์สกุลคาร์คาโรดอนโทซอรัสจะขุดพบได้เฉพาะในทวีปแอฟริกาและยุโรปเท่านั้น  ดังนั้น การขุดพบในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะในประเทศไทย  จึงทำให้นักบรรพชีวินวิทยาทั่วโลกประหลาดใจ และถือเป็นการค้นพบที่สำคัญยิ่ง  เพราะทำให้เห็นถึงวิวัฒนาการและการกระจายตัวของถิ่นที่อยู่ไดโนเสาร์นักล่าในช่วงต้นของยุคครีเทเซียส

 

ฟอสซิลของสยามแรปเตอร์ ถือเป็นฟอสซิลไดโนเสาร์ตัวที่ 12 ที่พบในไทย ที่พบจากแหล่งขุดค้นเดียวกับครั้งที่ค้นพบซากไดโนเสาร์สายพันธุ์ใหม่ในชื่อสกุล “สิรินธรน่า” ชื่อชนิดว่า “โคราชเอนซิส” ซึ่งเป็นไดโนเสาร์กินพืข และได้แถลงข่าวไปเมื่อปีพ.ศ. 2559 ทีมงานยืนยันว่าการค้นพบครั้งล่าสุดนี้เป็นคนละสกุลกับ “สิรินธรน่า” อย่างแน่นอน

 

การค้นพบครั้งนี้ตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2562 ในวารสาร PLOS ONE และทางทีมงานจะจัดแถลงข่าวอีกครั้งในวันที่ 22 พฤศจิกายน ที่จะถึงนี้

Comments