Home Knowledge จงสยบแทบเท้าข้า… “แมว” สิ่งมีชีวิตที่มนุษย์ถวายตัวเป็นทาสมาแต่ครั้งโบราณกาล

จงสยบแทบเท้าข้า… “แมว” สิ่งมีชีวิตที่มนุษย์ถวายตัวเป็นทาสมาแต่ครั้งโบราณกาล

“ทาสแมว” ศัพท์แห่งโลกยุคใหม่บรรยายถึงลักษณะผู้ที่ปวารณาตัวเข้าลัทธิบูชาแมว ตั้งแต่การตามใจสัตว์ชนิดนี้เมื่อมันร้องขอไปจนถึงเรียก “น้องงงงง” เมื่อเห็นมันนอนอยู่ตรงหน้าแท้จริงแล้วย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ การเป็น “ทาสแมว” นั้น ต้องย้อนไปถึงยุคอียิปต์โบราณเลยทีเดียว

 

เพราะชีวิตของชาวอียิปต์ขึ้นอยู่กับแม่น้ำไนล์ การกสิกรรมจึงเป็นหนทางหลักในการหล่อเลี้ยงชีวิต และประโยชน์ของแมวก็คือการไล่จับหนูที่เป็นตัวทำลายผลผลิตต่าง ๆ แมวจึงถูกยกย่องขึ้นมาเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และมีความเชื่อมโยงกับตำนานเทพเจ้า “บาสเทต” (Bastet) เทวีที่มีเศียรเป็นแมว ผู้เป็นเทพเจ้าแห่งความอุดมสมบูรณ์และการปกปักรักษาอีกด้วย

 

ความสัมพันธ์ดังกล่าวทำให้ชาวอียิปต์โบราณมีความแน่นแฟ้นกับแมวมากขึ้นเรื่อย ๆ เล่ากันว่าหากบ้านไหนมีแมวตาย คนในบ้านก็จะโกนคิ้วเป็นการไว้ทุกข์ และถ้าใครไปฆ่าแมวล่ะก็โทษสูงสุดก็คือประหารชีวิตเลยทีเดียว หรือการค้นพบมัมมี่แมวหลายแสนตัว ก็เป็นเหตุผลรองรับได้เป็นอย่างดีว่าคนสมัยนั้นรักพวกมันมากขนาดไหน

 

หลังจากผ่านพ้นช่วงรุ่งเรืองของอียิปต์ แมวก็ได้ติดสอยห้อยตามมนุษย์ไปยังส่วนต่าง ๆ ของโลก จากลุ่มแม่น้ำไนล์ขยับขยายไปตะวันออกกลาง เปอร์เซีย ไปยุโรป การผสมพันธุ์ข้ามสายพันธุ์ต่าง ๆ ก็เริ่มเกิดขึ้น สืบมาถึงช่วงยุคกลาง ที่แมวเข้ามามีบทบาทกับ “แม่มด” ทำให้ถูกมองว่าเป็นสัตว์แห่งมนตร์ดำโดยเฉพาะแมวดำเจ้าเก่า ที่มักถูกโยงกับอะไรลี้ลับเสมอ ยุคนี้จึงถือเป็นยุคที่ทาสลุกฮือขึ้นต่อต้านแมวด้วยการกำจัดพวกมันไปเป็นจำนวนมาก

 

ผลคือเมื่อไม่มีแมว ห่วงโซ่อาหาร ณ ตอนนั้นจึงสั่นคลอน หนูก็ปลอดภัยสบายใจเมื่อไร้คนกำจัด กาฬโรคจึงแพร่กระจายไปทั่ว คนเสียชีวิตนับหลายล้านคน แมวจึงกลับมามีบทบาทอีกครั้งหลังกลียุค

 

มาถึงในยุคโซเชียลมีเดีย แมวกลายเป็นสัตว์ที่มนุษย์เทิดทูนอีกครั้ง ด้วยท่าทีหยิ่งยโส การเอาใจที่ยากเย็นแสนเข็ญ การทำตัวตามใจฉัน…. แต่เราก็ยอมศิโรราบให้กับมันได้เสมอทุกที

 

ถ้าถามว่ามนุษย์จะปลดแอกจากการเป็นทาสแมวได้เมื่อไหร่น่ะหรือ… คงไม่มีวันเสียแล้วล่ะ

 

Comments