Home Edutainment “คามาคุระ” เมืองเล็ก ๆ ที่น่าหลงใหล กับ 10 เหตุผลที่ชวนให้หลงรัก

“คามาคุระ” เมืองเล็ก ๆ ที่น่าหลงใหล กับ 10 เหตุผลที่ชวนให้หลงรัก

เรื่อง/รูป : POGGHI

 

คามาคุระ (Kamakura) เป็นเมืองเล็กจิ๋วที่อยู่ในจังหวัดคานางะวะ (Kanagawa) ห่างจากโตเกียวเพียง 60 กิโลเมตรเท่านั้น เมืองแห่งนี้จึงมักเป็นหนึ่งในโปรแกรมยอดนิยมของนักท่องเที่ยวที่พักในเมืองหลวง

แต่ด้วยความเป็นเมืองเล็ก และอาจจะเรียบง่ายไปบ้าง โดยเฉพาะถ้าเปรียบเทียบกับจุดหมายปลายทางยอดฮิตอื่น ๆ ที่คนนิยมเดินทางไปจากโตเกียว เช่น นิกโกะ (Nikko) หรือ ฮาโกเนะ (Hakone) เมืองคามาคุระ สำหรับบางคน จึงคล้ายกับเป็นเมืองรอง หรือเมืองทางผ่าน ไปอย่างน่าเสียดาย

ผมจึงเขียนเหตุผล 10 ข้อ ที่น่าจะทำให้คุณหลงรักเมืองนี้มากขึ้นไม่มากก็น้อย และไม่มองข้ามว่าเป็นแค่เมืองทางผ่าน แต่ควรค่ากับการเป็นเมืองท่องเที่ยวหลักที่ต้องปักหมุดหมายเอาไว้

  1. ใกล้โตเกียวแค่นี้เอง ไปเถอะ

ด้วยระยะทางที่ไม่ไกลจากโตเกียว เราจึงไม่ต้องคิดวางแผนเดินทางอะไรให้ปวดหัว ตื่นสายหน่อยก็ได้ ไม่ต้องเบียดเสียดกับมนุษย์โตเกียวตอนเช้าด้วย เพราะนั่งรถไฟธรรมดารวดเดียวในราคา 920 เยน ประมาณชั่วโมงเดียวก็ถึงคามาคุระแล้ว

ข้อดีข้อนี้ ยิ่งเหมาะมากสำหรับคนที่ตอนแรกตั้งใจจะเที่ยวแค่โตเกียว เพราะขยับแผนนิดหน่อย ก็ได้มาเที่ยวอีกเมือง โดยไม่เสียเวลาเดินทาง มาสาย ๆ กลับเย็น ๆ ค่ำ ๆ ก็ไม่ต้องกังวลใจ

  1. ค้างซักคืน ค้นหาเสน่ห์ที่หลบซ่อน

ข้อนี้อาจดูย้อนแย้งกับข้อแรกอยู่บ้าง อ้าว .. ไหนบอกว่า เหมาะกับการไปเช้าเย็นกลับล่ะ ?

ผมถือว่าเป็นออพชั่นเสริมสำหรับคนที่มีเวลาแล้วกัน ซึ่งจริง ๆ ก็อยากแนะนำให้ลองค้างคืนที่นี่ เพราะด้วยเหตุที่คนส่วนมากมาเที่ยวแบบวันเดย์ทริปนั่นเอง บุคลิกของเมืองคามาคุระในแบบคนท้องถิ่นจริง ๆ จึงหลบซ่อนอยู่ในช่วงเวลาเช้า ซึ่งเหล่านักท่องเที่ยวยังไม่ทันมาถึง หรือไม่ก็ช่วงเวลาเย็นไปจนถึงค่ำคืน ที่คณะทัวร์ คณะเที่ยวทั้งหลายยกทัพกลับกันไปหมดแล้ว

ช่วงเวลาดังกล่าว เราจะได้เห็นมุมเงียบ ๆ ความสงบของเมือง และวิถีชีวิตแบบต่างจังหวัด วัดกับศาลเจ้าโล่ง ๆ ไม่มีคนต่อคิวยาวเหยียดเพื่อรอถ่ายรูป ร้านอาหารที่มีแต่คนท้องถิ่นนั่งชิล ๆ กินมื้อค่ำ สถานีรถไฟเงียบ ๆ แปลกตาดี ตู้ขบวนรถไฟที่เด็กนักเรียนนั่งอ่านหนังสือ ยืนคุยกันเซ็งแซ่แบบที่ไม่ต้องเบียดเสียดกันเป็นปลากระป๋องกับคนต่างถิ่น ฯลฯ ทุกบรรยากาศล้วนเผยโฉมออกมาให้เห็น ถ้าเราเพิ่มเวลาอยู่กับเมืองให้นานขึ้นซักคืน
เคล็ดลับอย่างหนึ่ง คือ คามาคุระ อาจมีที่พักไม่มากนัก ถ้าเต็มหมดแล้ว ให้ไปจองที่พักใน “เมืองฟูจิซะวะ” (Fujisawa) เมืองเล็ก ๆ ที่อยู่ติดกันเลย นั่งรถไฟ 15 นาทีก็ถึง

  1. เกียวโตแห่งฝั่งตะวันออก

ถ้าเทียบเคียงความงดงามอลังการของศิลปวัฒนธรรมเมืองมรดกโลก “เกียวโต” แห่งภูมิภาคคันไซ คามาคุระนั้นเทียบไม่ติด แต่เมืองเล็กในภูมิภาคคันโต ก็ได้รับการขนานนามว่าเป็นดั่งเกียวโตแห่งฝั่งตะวันออก (เพราะภูมิศาสตร์เมือง ตั้งอยู่ทิศตะวันออกของประเทศญี่ปุ่น)

การได้รับยอมรับว่าเป็นเกียวโตไซส์มินิได้นั้น ย่อมแสดงให้เห็นว่า คามาคุระ เป็นเมืองเก่าแก่เหมาะแก่การมาเที่ยวดื่มด่ำวัฒนธรรม อารยธรรม และประวัติศาสตร์ ซึ่งเหตุผลหลักมาจากเมืองนี้เคยเป็นเมืองหลวงเก่าของแดนซามูไรมาก่อน หลังจากอำนาจของเกียวโตเริ่มเสื่อมถอยและอำนาจของโชกุนผงาดขึ้นมาแทน แม้ว่าระยะเวลาของการเป็นเมืองหลวงเป็นแค่ช่วงสั้น ๆ ระหว่าง ค.ศ. 1192 – 1333 แต่นั่นก็นับว่าเนิ่นนานถึง 141 ปี เลยทีเดียว ในตำราประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นถึงกับต้องจารึก “ยุคคามาคุระ” บรรจุไว้ว่าเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่มีความสำคัญและเป็นศูนย์กลางการเมืองการปกครอง

แต่ใครไม่ชอบประวัติศาสตร์ (โดยเฉพาะถ้ายังไม่เคยไปญี่ปุ่น) อย่างเพิ่งเบือนหน้าหนี เพราะความเป็นเมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่นอย่างคามาคุระ ไม่ได้หมายความว่า ละลานตาด้วยซากโบราณสถาน อารยธรรมโบราณเข้มขลังจนเดินตัวเกร็ง หายใจเบา ๆ ตั้งใจฟังไกด์บรรยายวิชาการ

ตรงกันข้าม เราจะได้พบกับวัด ศาลเจ้า ที่ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ถ่ายรูปมุมไหนก็สวย มีร้านอาหาร ร้านของที่ระลึก บ้านเรือนสไตล์ญี่ปุ๊นญี่ปุ่น และแน่นอน เมื่อขึ้นชื่อว่าญี่ปุ่นแล้ว ก็ต้องมีคาเฟ่เก๋ ๆ ร้านงานคราฟต์  ร้านกระจุกกระจิกน่ารัก ๆ ที่สามารถดึงดูดเงินเยนที่เราแลกมาให้หมดไปได้อย่างรวดเร็ว!!

  1. วัดโคโตกุ สถานที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

เที่ยวกรุงเทพฯ ต้องมา “วัดพระแก้ว” เที่ยวเชียงราย ต้องไป “วัดร่องขุ่น” เที่ยวเชียงใหม่ ต้องไป “วัดพระธาตุดอยสุเทพ” เที่ยวนครศรีธรรมราช ต้องไป “วัดพระมหาธาตุฯ”

ผมเปรียบเทียบการไปเที่ยวจังหวัดไทยกับวัดเด่น ๆ ให้เห็นภาพว่า การไปเยือน “วัดโคโตกุ” (Kotoku) แห่งคามาคุระ ก็คล้าย ๆ แบบนั้น ซึ่งที่สุดของความโดดเด่นในวัด เป็นสิ่งอื่นใดไปไม่ได้นอกจาก “องค์พระพุทธรูปไดบุทสึ” อายุกว่า 700 ปี ซึ่งเป็นพระพุทธรูปสำริดองค์ขนาดมหึมา แม้ว่าขนาดความใหญ่ประมาณ 13 เมตรเศษของพระพุทธรูปองค์นี้ ยังเป็นลำดับสองรองจากองค์ต้นแบบที่เมืองนารา แต่องค์พระพุทธรูปไดบุทสึแห่งคามาคุระ เกิดขึ้นจากความศรัทธาของพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศที่ร่วมกันบริจาคสร้างขึ้น ทั้งยังผ่านภัยพิบัติ ไม่ว่าจะเป็นพายุไต้ฝุ่น และสงครามโลกมาได้ องค์พระจึงมีชื่อเสียงโดดเด่นในระดับสากล ด้านความงามแปลกตา และความขลังของผู้ศรัทธา

ภายในบริเวณวัดยังมี “ต้นสน” ซึ่งนับว่ามีความสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับญี่ปุ่นโดยแท้จริง ต้นสนสามต้น ปลูกเรียงกันอยู่ฝั่งซ้ายมือ ก่อนถึงองค์พระพุทธรูปประมาณ 40 เมตร คือ ต้นสนที่ ในหลวง รัชกาลที่ 6 ทรงปลูกเมื่อปี พ.ศ. 2445 แต่ต่อมาต้นสนต้นนี้ตายไป ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้เอกอัครราชทูตไทย ปลูกทดแทนในตำแหน่งเดิม ต้นสนต้นที่สอง ในหลวงรัชกาลที่ 7 ทรงปลูกเมื่อปี พ.ศ. 2474 และ ต้นสนต้นที่สามนั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 ทรงปลูกเมื่อปี พ.ศ. 2530

ทุกวันนี้ ต้นสนทุกต้นเติบโตแผ่กิ่งก้านสาขาสวยงาม ไม่ต่างจากความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

  1. เมืองตากอากาศยอดฮิตของคนกรุง

เคยมีกูรูญี่ปุ่นท่านหนึ่งที่ผมรู้จักเคยเปรียบให้ฟังว่า คามาคุระ คล้ายกับ “หัวหิน” กล่าวคือ คนเมืองหลวงอย่างโตเกียวนั้น ถ้าอยากไปพักผ่อนตากอากาศริมทะเลโดยที่ไม่ต้องการเดินทางเหน็ดเหนื่อยกับระยะทางแสนไกล มักเลือกไปเที่ยว คามาคุระ ซึ่งคล้ายกับคนกรุงเทพฯ ไปเที่ยวหัวหินในวันหยุดสุดสัปดาห์

คามาคุระ จึงเฉิดฉายในแง่เมืองท่องเที่ยวชายทะเล เป็นเมืองบ้านพักตากอากาศของคนมีตังค์ด้วยนะ พื้นที่ชายหาดที่เรียกกันรวม ๆ ว่า “หาดโชนัน” ยังเป็นแหล่งกีฬาทางน้ำที่ในฤดูร้อนจะคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวท้องถิ่น สาว ๆ ในชุดบิกินี่สีสันสดใส หนุ่ม ๆ ซิกซ์แพ็กบ้าง แพ็กเดียวบ้าง รวมตัวกันมาเล่นน้ำทะเล บ้างก็เล่นเซิร์ฟ พายเรือ หรือแล่นเรือใบ ใครขี้เกียจก็หาอะไรกินแถวร้านอาหารริมหาดที่มีให้เลือกมากมาย

กิจกรรมทั้งหลายก็ยังไม่ว่างเว้นแม้แต่ช่วงปลาย ๆ ปีที่สายลมหนาวพัดมาเยือน ยังเป็นที่โปรดปรานของเหล่านักเซิร์ฟท้าทายความเย็นยะเยือก (เพียงแต่ไม่มีบิกินี่ให้ชมนะจ๊ะหนุ่ม ๆ)

6.เกาะแห่งตำนานมังกร

เกาะอิโนะชิมะ” (Enoshima) ซึ่งพิกัดตามภูมิศาสตร์ถ้าวัดแบบเป๊ะ ๆ ตั้งอยู่ในเขตของเมืองฟูจิซะวะ แต่ด้วยความเกาะแห่งนี้อยู่ระหว่างกลางเขตแดนพอดี และเมืองคามาคุระก็โด่งดังกว่าในด้านการท่องเที่ยว เกาะนี้จึงถูกชูเป็นจุดขายของคามาคุระไปด้วย … เอาน่ะ หยวน ๆ

เกาะเล็ก ๆ มีอะไรให้น่าชมเยอะมาก ถ้าเริ่มจากตำนานเรื่องเล่าสนุก ๆ กันก่อน (เรื่องแต่งนั่นแหละ แต่ช่วยเพิ่มอรรถรสเชิงแฟนตาซี) ที่นี่เป็นดินแดนแห่งมังกร 5 หัว ที่ออกอาละวาดสร้างความเดือดร้อนจนเทพเจ้า Benzaiten ต้องเดินทางออกมาปราบ มังกร 5 หัว กลับใจสำนึกผิด จึงขอปกป้องเกาะแห่งนี้แทน ซึ่งเทพเจ้า Benzaiten เป็นเทพด้านโชคลาภ ความรู้ และดนตรี การไปที่เกาะแห่งนี้ ชาวญี่ปุ่นจึงเสริมความเชื่อเรื่องการไปขอพรด้วย

สิ่งน่าสนใจบนเกาะ จึงมีทั้งศาลเจ้า จุดชมทัศนียภาพ หอคอยชมวิว สปา ร้านค้าท้องถิ่นสไตล์ญี่ปุ่น ถ้ำสวย ๆ และยังเป็นแหล่งของกินดังอย่าง “Shirasu Donburi” ข้าวหน้าปลาชิระสึ ตัวเล็ก ๆ จิ๋ว ๆ ที่อร่อยมั่ก!

แม้ขึ้นชื่อว่าเป็นเกาะ แต่อิโนะชิมะเดินทางสะดวกด้วยการเดินเท้าไปตามสะพานเชื่อมจากแผ่นดินได้เลย ระยะทางราว 800 เมตร ซึ่งอย่าไปคิดว่าไกลครับ คนญี่ปุ่นก็เดินกันทั้งนั้น ไม่ต้องนั่งเรือให้เมาคลื่น ส่วนใครขี้เกียจเดิน ยังไงก็ต้องเดิน .. เดินเดี๋ยวนี้!! เพราะบนเกาะเป็นเส้นทางรอบ ๆ ต้องเดิน ๆ ๆ ๆ  ขึ้นลงบันไดกันเมื่อย แต่เชื่อเถอะ คุ้มกับที่ไปเยือนแน่ ๆ

 

7 .ชมฟูจิซัง ริมทะเล
ภูเขาไฟฟูจิ หนึ่งในสัญลักษณ์แทนประเทศญี่ปุ่น และเป็นมรดกโลกด้านวัฒนธรรม ย่อมเป็นสิ่งที่นักเดินทางคาดหวังอยากจะเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง ความยิ่งใหญ่ของภูเขาไฟ(ที่น่าจะ)ดับสนิทแห่งนี้ มาจากทิวทัศน์รายล้อมที่มองจากที่ไหนก็สวยสง่า ด้วยรูปร่างทรงกรวยที่ดูสมส่วน ยอดเขามักปกคลุมด้วยหิมะ และความสูงอลังการเกือบ 4 พันเมตรเหนือระดับน้ำทะเล

ในวันที่ทัศนวิสัยดี ไม่มีหมอก หรือฝุ่นควัน PM 2.5 เราสามารถมองเห็นฟูจิได้จากดาดฟ้าตึกสูงกรุงโตเกียวได้เลย แต่ถ้าไป คามาคุระ เราจะได้เห็นฟูจิแบบเขยิบเข้าไปใกล้อีกนิด และความงามของฟูจิที่สวยที่สุด คือ การมองจาก ริมหาดโชนัน หรือ มองจากเกาะอิโนะชิมะ ที่มีผืนทะเลสีครามและเกลียวคลื่นเป็นฉากหน้า มีภูเขาไฟมหึมาอยู่เบื้องหลัง โดยเฉพาะหากเป็นช่วงเวลาพระอาทิตย์ใกล้ลาลับอับแสง ลองอ้อยอิ่งทิ้งเวลาอยู่บนเกาะอิโนะชิมะ มองแสงสุดท้ายค่อย ๆ คล้อยหายไปหลังภูเขาไฟ นั่นจะเป็นการชมพระอาทิตย์ตกที่งดงามครั้งหนึ่งในชีวิตเลยทีเดียว

  1. Enoden รถไฟสายคลาสสิค

ญี่ปุ่นเป็นประเทศแนวหน้าด้านนวัตกรรมอันล้ำสมัย หนึ่งในนั้น คือ รถไฟ ซึ่งเป็นยานพาหนะที่ชาวโลกเลื่องลือกันนักต่อนัก ว่ามันช่างโฉบเฉี่ยว ดีไซน์สุดล้ำ หวือหวา ราวกับเครื่องจักรกลจากโลกอนาคต

แต่รถไฟท้องถิ่นในเมืองแห่งนี้ กลับย้อนอดีตไปสู่วันวาน เพราะเป็นรถไฟที่หน้าตาคล้าย ๆ รถราง วิ่งไปช้า ๆ เป็นรถไฟรุ่นเก่าของบริษัท Tokyu Car ซีรีส์ 500 สีเขียวอ่อนเป็นเอกลักษณ์ จำนวนสถานี 15 แห่ง ใช้เวลาจากต้นทางสถานีคามาคุระ ไปถึงปลายทาง ฟูจิซาวะ ประมาณครึ่งชั่วโมงนิด ๆ ระยะทางทั้งหมดราว 10 กิโลเมตร

เส้นทางรถไฟสายนี้ คือ ความคลาสสิคอย่างแท้จริง เพราะไม่เพียงแต่เป็นกิจการรถไฟที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 1902 (กว่าศตวรรษแล้ว) ยังเป็นเส้นทางรถไฟที่มีความสวยงาม ลัดเลียบขนานไปกับฝั่งทะเล แล้วค่อย ๆ ตัดเข้าไปผ่านบ้านเรือนที่ในฤดูร้อนจะมีดอกอะจิไซสีม่วงอ่อน ๆ บานสะพรั่ง หรือไม่ก็สวยหวานไปด้วยดอกไม้หรือความเขียวขจีไปตามแต่ละฤดูกาล ส่วนสถานีรถไฟหลายจุดก็เป็นแค่สถานีเล็ก ๆ ชนิดที่ว่าไม่มีจุดตรวจตั๋วด้วยซ้ำ เดินเข้า ๆ ออก ๆ กันสบาย (แต่แน่นอนว่า คนญี่ปุ่นเรื่องความซื่อสัตย์เค้าคงไม่ต้องห่วงเรื่องนี้อยู่แล้ว)

ถ้าได้เดินชมตามร้านขายของที่ระลึกในเมือง ก็มักจะมีสัญลักษณ์ หรือผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับรถไฟ Edoden อยู่ด้วย นั่นจึงย้ำกลาย ๆ ว่า การได้นั่งรถไฟคลาสสิค ตะลอน ๆ ไปในเมืองคามาคุระ เป็นกิจกรรมที่ต้องทำดูสักครั้ง (ตั๋ววัน 600 เยน นั่งไปเล้ยยย .. ไม่จำกัดเที่ยว)

 

  1. ถ้าเราเหนื่อยล้า จงเดินเข้าป่า

นอกจากวัดวา ศาลเจ้า ชายทะเล แล้ว คามาคุระ มีภูเขาล้อมรอบเมือง ซึ่งเป็นภูเขาขนาดเล็กกำลังพอดี ๆ ที่นี่จึงเป็นเมืองสำหรับนักท่องเที่ยวผู้โปรดปรานการเดินป่าหรือ Trekking แบบง่าย ๆ ได้เข้าไปสัมผัสความสดชื่นของขุนเขาริมทะเล

เส้นทาง Trekking ในคามาคุระ แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ภูเขาด้านทิศตะวันออก ทิศตะวันตก และทิศเหนือ โดยแต่ละเส้นทางมีลักษณะไม่แตกต่างกันนัก เป็นทางเดินป่าแบบง่าย ๆ ป่าไม่ทึบไม่เปลี่ยวจนน่ากลัว ลูกเสือ เนตรนารี เดินได้สบาย ๆ เพราะมีหมู่บ้าน ร้านค้าระหว่างทาง และเป็นเส้นทางสั้น ๆ ที่ชาวท้องถิ่นก็ใช้เดินเล่นชมธรรมชาติกันอยู่แล้ว โดยการเดินชิล ๆ ไม่เร่งรีบ มักใช้เวลาประมาณ 60-90 นาที เส้นทางดังกล่าวมีป้ายบอกทางเป็นระยะ และมักเป็นที่นิยมในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี

ข้อแนะนำ แม้ว่าเส้นทางไม่ยากเย็นอะไร แต่ควรเตรียมรองเท้าที่เหมาะกับการเดิน ควรเตรียมน้ำดื่มไปให้พร้อม ถ้าเป็นสาว ๆ ก็ควรมีเพื่อนไปด้วยซักคน สองคน สามคน สี่คน … (แล้วแต่ความกังวล) ที่จริงก็คงไม่มีอะไรน่าห่วง แต่บางช่วงเกิดขาพลิกขาแพลง จะได้มีคนช่วย ๆ กัน และไม่เหงาเปลี่ยวจนเกินไป นอกจากนี้ ควรเลือกช่วงเวลาในวันอากาศดี ฝนไม่ตก และอย่าไปเย็นย่ำค่ำมืด เดี๋ยวจะไปจินตนาการเรื่องผีสางนางไม้เอาได้

ทำตามคำแนะนำข้างต้นเพียงเท่านี้ ก็จะได้ซึมซับความงามของผืนป่า และอากาศบริสุทธิ์บนภูเขาในเมืองกลับไปอย่างน่าประทับใจแน่นอน

            10.ตามรอยหนังดัง Our Little Sister

“Our Little Sister” เป็นภาพยนตร์ที่ดัดแปลงมาจากมังงะชื่อดัง Umimachi Diary ซึ่งเมื่อกลายร่างเป็นภาพยนตร์ ก็โด่งดังในระดับปรากฏการณ์อีกเรื่อง เพราะเป็นผลงานของผู้กำกับระดับโลกชาวญี่ปุ่น ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ” (ผู้กำกับเรื่อง Shoplifters ซึ่งเพิ่งเข้าชิงออสการ์สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศไปสด ๆ ร้อน ๆ)

เมื่อผู้กำกับระดับโลก เลือกเมืองคามาคุระ เป็นสถานที่ถ่ายทำ Our Little Sister เมื่อประมาณ 3-4 ปีก่อน ก็ไม่ต้องเดาให้ยากว่าในปี 2015 ที่หนังออกฉาย เมืองย่อมคึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยวผู้หลงใหลในการตามรอยภาพยนตร์ (แม้ความจริงแล้ว เมืองนี้มีกองถ่ายหนังมาใช้อยู่เรื่อย ๆ นั่นแหละ)

การตามรอยภาพยนตร์ เช่น ฉากต่าง ๆ ที่ปรากฏในหนัง คนดูหนังจะเข้าใจเป็นอย่างดี ว่ามันฟิน และสนุกขนาดไหน โดยเฉพาะถ้าเป็นภาพยนตร์เรื่องโปรด ซึ่ง Our Little Sister ก็เป็นภาพยนตร์ที่ถ่ายทอดวิถีชีวิตเรียบง่าย บรรยากาศท้องถิ่น และความน่าอยู่ของเมืองที่ถ่ายทอดออกมาได้อย่างละเมียดละไม ดังนั้น ภาพที่ปรากฏในหนังยังไง พอมาเจอสถานที่จริง ก็งดงามแบบนั้นเลย (ยกเว้นก็แต่พี่น้องสาวสวยทั้ง 4 คนในหนัง แบบนั้นอาจหายากหน่อย … แต่คุณอาจจะเจอที่คามาคุระก็ได้นะ !)

Comments